จิต คือ พุทธะ
พระพุทธเจ้าทั้งปวงและสัตว์โลกทั้งสิ้นไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากเป็นเพียง ‘จิตหนึ่ง’ นอกจากจิตหนึ่งแล้วไม่ได้มีอะไรตั้งอยู่เลย จิตหนึ่งซึ่งปราศจากการตั้งต้นนี้ เป็นสิ่งซึ่งไม่ได้เกิดขึ้น และไม่อาจจะถูกทำลายได้เลย
มันไม่ใช่สิ่งของมีสีเขียวหรือสีเหลือง และไม่มีทั้งรูป ไม่มีทั้งการปรากฏ มันไม่ถูกนับรวมอยู่ในบรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่มีการตั้งอยู่ หรือไม่มีการตั้งอยู่ ไม่อาจจะลงความเห็นว่าเป็นของใหม่หรือของเก่า มันไม่ใช่ของยาว ของสั้น ของใหญ่ ของเล็ก
ทั้งนี้ เพราะมันอยู่เหนือขอบเขต เหนือการวัด เหนือการตั้งชื่อ เหนือการทิ้งร่องรอยไว้ หรือแม้การเปรียบเทียบทั้งหมดทั้งสิ้น
จิตหนึ่งนี้เป็นสิ่งซึ่งเราเห็นว่าตำตาเราอยู่แท้ ๆ แต่จงลองไปใช้เหตุผล (ว่ามันเป็นอะไร เป็นต้น) กับมันเข้าดูซิ เราจักหล่นลงไปสู่ความผิดพลาดทันที สิ่งนี้มันเป็นเหมือนกับของว่าง อันปราศจากขอบทุก ๆ ด้าน ซึ่งไม่อาจหยั่งหรือวัดได้
จิตหนึ่งนี้เท่านั้น เป็นพุทธะ ไม่มีแตกต่างระหว่างพุทธะกับสัตว์โลกทั้งหลาย เพียงแต่ว่าสัตว์โลกทั้งหลายไปยึดมั่นต่อรูปธรรมต่าง ๆ เสีย และเพราะเหตุนั้น เขาจึงแสวงหาพุทธภาวะจากภายนอก การแสวงหาของสัตว์เหล่านั้นนั่นเองทำให้เขาพลาดจากพุทธภาวะ การทำสิ่งนี้เท่ากับการใช้สิ่งซึ่งเป็นพุทธะให้เที่ยวแสวงหาพุทธะ และการใช้จิตให้เที่ยวจับฉวยจิต แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะพยายามถึงสุดความสามารถของเขาอยู่ตั้งกัปหนึ่งเต็ม ๆ เขาก็จะไม่สามารถลุถึงพุทธภาวะได้เลย
เขาไม่รู้ว่า ถ้าเขาเองเพียงแต่หยุดความคิดปรุงแต่ง และหมดความกระวนกระวายเพราะการแสวงหาเสียเท่านั้น พุทธะก็จะปรากฏตรงหน้าเขา เพราะว่าจิตนี้ก็คือพุทธะนั่นเอง พุทธะก็คือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงนั่นเอง สิ่ง ๆ นี้ในเมื่อปรากฏอยู่ที่สามัญสัตว์ จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็หาไม่ เมื่อปรากฏอยู่ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเป็นสิ่งใหญ่หลวงก็หาไม่
สำหรับการบำเพ็ญปารมิตาทั้ง ๖ ก็ดี การบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติที่คล้าย ๆ กันอีกเป็นจำนวนมากก็ดี หรือการได้บุญมากมายนับไม่ถ้วน เหมือนจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาเลยก็ดี เหล่านี้นั้นจงคิดดูเถิด ถ้าเราเป็นผู้สมบูรณ์โดยสัจจะพื้นฐานในทุก ๆ กรณีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นจิตหนึ่ง หรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพุทธะทั้งหลายอยู่แล้ว เราก็ไม่ควรพยายามจะเพิ่มเติมอะไรให้แก่สิ่งซึ่งสมบูรณ์อยู่แล้วนั้น ด้วยการบำเพ็ญวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งไร้ความหมายเหล่านั้นไม่ใช่หรือ เมื่อไรโอกาสอำนวยให้ทำก็ทำมันไป และเมื่อโอกาสผ่านไปแล้ว อยู่เฉย ๆ ก็แล้วกัน
ถ้าเรายังไม่เห็นตระหนักอย่างเด็ดขาดลงไปว่าจิตนั้นคือพุทธะก็ดี แล้วเราไปยึดมั่นถือมั่นต่อรูปธรรมต่าง ๆ อยู่ก็ดี ต่อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ อยู่ก็ดี และต่อวิธีการบำเพ็ญบุญกุศลต่าง ๆ อยู่ก็ดี แนวความคิดของเราก็ยังคงผิดพลาดอยู่ ไม่เข้าร่องเข้ารอยกันกับ ‘ทาง’ ทางโน้นเสียเลย
จิตหนึ่งนี้เท่านั้นเป็นพุทธะ ไม่มีพุทธะอื่นใดที่ไหนอีก ไม่มีจิตอื่นใดที่ไหนอีก มันแจ่มจ้าและไร้ตำหนิเช่นเดียวกับความว่าง คือ มันไม่มีรูปร่างและปรากฏการณ์ใด ๆ เลย การใช้จิตของเราปรุงแต่งคิดฝันไปต่าง ๆ นั้นเท่ากับเราละทิ้งเนื้อหาอันเป็นสาระเสีย แล้วไปผูกพันตัวเองอยู่กับรูปธรรมซึ่งเป็นเหมือนกับเปลือก พุทธะซึ่งมีอยู่ตลอดกาลนั้น ไม่ใช่พุทธะของความยึดมั่นถือมั่น
การปฏิบัติปารมิตาทั้ง ๖ และการบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติที่คล้ายคลึงกันอีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ด้วยเจตนาที่จะไปเป็นพุทธะสักองค์หนึ่งนั้น เป็นการปฏิบัติชนิดคืบหน้าทีละขั้น ๆ แต่พุทธะซึ่งมีอยู่ตลอดกาลดังกล่าวแล้วนั้น หาใช่พุทธะที่ลุถึงได้ด้วยการปฏิบัติเป็นขั้น ๆ เช่นนั้นไม่ เรื่องมันเพียงแต่ ‘ตื่น’ และ ‘ลืมตา’ ต่อจิตหนึ่งนั้นเท่านั้น และไม่มีอะไรที่จะต้องบรรลุถึงอะไร นี่แหละคือพุทธะที่แท้จริง พุทธะและสัตว์โลกทั้งหลาย คือ ‘จิต’ จิตหนึ่งนี้เท่านั้น ไม่มีอะไรอื่นนอกไปจากนี้อีกแล้ว
จิตเป็นเหมือนกับความว่าง ซึ่งภายในนั้นย่อมไม่มีความสับสนและความไม่ดีต่าง ๆ ดังจะเห็นได้ในเมื่อดวงอาทิตย์ผ่านไปในที่ว่างนั้น ย่อมส่องแสงไปได้ทั้งสี่มุมโลก เพราะว่าเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ย่อมให้ความสว่างทั่วทั้งพื้นโลก ความว่างที่แท้จริงนั้น มันก็ไม่ได้สว่างขึ้น และเมื่อพระอาทิตย์ตก ความว่างก็ไม่ได้มืดลง ปรากฏการณ์ของความสว่าง และความมืดย่อมสับเปลี่ยนซึ่งกันและ
กัน แต่ธรรมชาติของความว่างนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่นั่นเอง จิตของพุทธะและของสัตว์โลกทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น
ถ้าเรามองดูพุทธะ ว่าเป็นผู้แสดงออกซึ่งความปรากฏของสิ่งที่บริสุทธิ์ ผ่องใส และรู้แจ้งก็ดี หรือมองดูสัตว์โลกทั้งหลายว่า เป็นผู้แสดงออกซึ่งความปรากฏของสิ่งที่โง่เง่า มืดมน และมีอาการสลบไสลก็ดี ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ อันเป็นผลเกิดมาจากความคิดยึดมั่นต่อรูปธรรมนั้น จะกันเราไว้เสียจากความรู้อันสูงสุด ถึงแม้ว่าเราจะได้ปฏิบัติมาตลอดกี่กัปนับไม่ถ้วน ประดุจเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาแล้วก็ตาม มีแต่จิตหนึ่งนี้เท่านั้น ไม่มีสิ่งอื่นใดแม้แต่อนุภาคเดียวที่จะอิงอาศัยได้ เพราะจิตนั้นเอง คือ พุทธะ
เมื่อพวกเราเป็นเพียงนักศึกษาเรื่อง ‘ทาง’ ทางโน้น ยังไม่ลืมตาต่อสิ่งซึ่งเป็นสาระ กล่าวคือ ‘จิต’ นี้ พวกเราจะปิดบังจิตนั้นเสีย ด้วยความคิดปรุงแต่งของเราเอง พวกเราจะแสวงหาพุทธะนอกตัวเราเอง พวกเราจะยังคงยึดมั่นถือมั่นต่อรูปธรรมทั้งหลาย ต่อการปฏิบัติเมาบุญต่าง ๆ และสิ่งอื่น ๆ ทำนองนั้น ทั้งหมดนี้เป็นอันตราย ไม่ใช่หนทางอันนำไปสู่ความรู้อันสูงสุดนั้นแต่อย่างใดเลย
เนื้อแท้แห่งสิ่งสูงสุดสิ่งนี้ โดยภายในแล้วย่อมเหมือนกับท่อนไม้หรือก้อนหิน คือภายในนั้นปราศจากการเคลื่อนไหว และโดยภายนอกแล้วย่อมเหมือนกับความว่าง กล่าวคือ ปราศจากขอบเขตหรือสิ่งกีดขวางใด ๆ สิ่งนี้มันไม่ใช่เป็นฝ่ายนามธรรมหรือฝ่ายรูปธรรม มันไม่มีที่ตั้งเฉพาะ ไม่มีรูปร่าง และไม่อาจจะหายไปได้เลย
จิตนี้ไม่ใช่จิตซึ่งเป็นความคิดปรุงแต่ง มันเป็นสิ่งซึ่งอยู่ต่างหาก ปราศจากการเกี่ยวข้องกับรูปธรรมโดยสิ้นเชิง ฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายและสัตว์โลกทั้งปวงก็เป็นเช่นนั้น ถ้าพวกเราเพียงแต่สามารถปลดเปลื้องตนเองออกเสียจากความคิดปรุงแต่งเท่านั้น พวกเราจะประสบความสำเร็จทุกอย่าง
หลักธรรมที่แท้จริงก็คือ ‘จิต’ นั่นเอง ซึ่งถ้านอกไปจากนั้นแล้ว มันก็ไม่มีหลักธรรมใด ๆ เลย จิตนั่นแหละคือหลักธรรม ซึ่งถ้านอกไปจากนั้นแล้วก็ไม่ใช่จิต แต่จิตนั้น โดยตัวมันเองก็ไม่ใช่จิต แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่ใช่ มิใช่จิต การที่จะกล่าวว่าจิตนั้นไม่ใช่จิต ดังนี้นั่นแหละ ย่อมหมาย
ความถึงสิ่งบางสิ่งซึ่งมีอยู่จริง สิ่งนี้มันอยู่เหนือคำพูด ขอจงเลิกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้น เมื่อนั้น เราอาจกล่าวได้ว่า คลองแห่งคำพูดก็ได้ถูกตัดขาดไปแล้ว ‘พฤติของจิต’ ก็ถูกเพิกถอนขึ้นสิ้นเชิงแล้ว
จิตนี้คือพุทธโยนิอันบริสุทธิ์ ซึ่งมีประจำอยู่แล้วในคนทุกคน สัตว์ซึ่งมีความรู้สึกนึกคิด กระดุกกระดิกได้ทั้งหมดก็ดี พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็ดี ล้วนแต่เป็นของแห่งธรรมชาติอันหนึ่งนี้เท่านั้น ไม่มีแตกต่างกันเลย ความแตกต่างทั้งหลายเกิดขึ้นจากเราคิดผิด ๆ เท่านั้น ย่อมนำเราไปสู่การก่อสร้างกรรมทั้งหลายทั้งปวงทุกชนิดไม่มีหยุด
ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะดั้งเดิมของเรานั้น โดยความจริงอันสูงสุดแล้ว เป็นสิ่งซึ่งไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวตนแม้แต่สักปรมาณูเดียว สิ่งนั้นก็คือ ‘ความว่าง’ เป็นสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่ทุกแห่ง สงบเงียบ และไม่มีอะไรเจือปน มันเป็นสันติสุขที่รุ่งเรืองและเร้นลับ และก็หมดกันเพียงเท่านั้นเอง
จงเข้าไปสู่สิ่ง ๆ นี้ได้ลึกซึ้ง โดยการลืมตาต่อสิ่งนี้ด้วยตัวเราเอง สิ่งซึ่งอยู่ตรงหน้าเรานี้แหละ คือสิ่ง ๆ นั้น ในอัตราที่เต็มที่ทั้งหมดทั้งสิ้น และสมบูรณ์ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรนอกไปจากนี้อีกแล้ว
จิตก็คือพุทธะ (สิ่งสูงสุด) มันย่อมรวมสิ่งทุกสิ่งเข้าไว้ในตัวมันทั้งหมด นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้วทั้งหลายเป็นที่สุดในเบื้องสูง ลงไปจนกระทั่งถึงสัตว์ประเภทที่ต่ำต้อยที่สุด ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานอยู่ด้วยอกและแมลงต่าง ๆ เป็นที่สุดในเบื้องต่ำ สิ่งเหล่านี้ทุกสิ่งนั้นย่อมมีส่วนแห่งความเป็นพุทธะเท่ากันหมด และทุก ๆ สิ่งมีเนื้อหาเป็นอันเดียวกันกับจิตหนึ่งนั้น ดังนั้น สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงได้เป็นสิ่งที่มีเนื้อหาเป็นอันเดียวกันกับพุทธะอยู่แล้วตลอดเวลา
ถ้าพวกเราเพียงแต่สามารถทำความเข้าใจในจิตของเราเองนี้ให้สำเร็จ แล้วค้นพบธรรมชาติอันแท้จริงของเราเองได้ ด้วยความเข้าใจอันนั้นเท่านั้น มันก็จะเป็นที่แน่นอนว่า ไม่มีอะไรที่พวกเราจำเป็นจะต้องแสวงหาแม้แต่อย่างใดเลย
จิตของเรานั้น ถ้าเราทำความสงบอยู่จริง ๆ เว้นขาดจากการคิดนึกซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของจิตแม้แต่น้อยที่สุดเสียให้ได้จริง ๆ ตัวแท้ของมันก็จะปรากฏออกมาเป็นความว่าง แล้วเราก็จะได้พบว่ามันเป็นสิ่งที่ปราศจากรูป มันไม่ได้กินเนื้อที่อะไร ๆ ที่ไหน ๆ แม้แต่จุดเดียว มันไม่ได้ตกลงสู่การบัญญัติว่าเป็นพวกที่มีความเป็นอยู่ หรือว่าไม่มีความเป็นอยู่แม้แต่ประการใดเลย เพราะเหตุที่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้โดยทางอายตนะ เพราะจิตซึ่งเป็นธรรมชาติที่แท้ของคนเรานั้น มันเป็นครรภ์หรือเป็นกำเนิด ซึ่งไม่ได้มีใครทำให้เกิดขึ้น และไม่อาจจะถูกทำลายได้เลย
ในการทำปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ นั้น มันเปลี่ยนรูปของมันเองออกมาเป็นปรากฏการณ์ต่าง ๆ เพื่อสะดวกในการพูด เราพูดถึงจิตในฐานะที่เป็นตัวสติปัญญา แต่ในขณะที่มันไม่ได้ทำการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม คือไม่ได้เป็นตัวสติปัญญาที่คิดนึก หรือสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมานั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจถูกกล่าวถึงในการที่จะบัญญัติว่ามันเป็นความมีอยู่ หรือไม่ใช่ความมีอยู่
ยิ่งไปกว่านั้นอีก แม้ในขณะที่มันทำหน้าที่สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา ในฐานะที่ตอบสนองต่อกฎแห่งความเป็นเหตุและผลของกันและกันนั้น มันก็ยังเป็นสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้โดยทางอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และมโนทวาร อยู่นั่นเอง ถ้าเราทราบความเป็นจริงข้อนี้ เราทำความสงบเงียบสนิทอยู่ในภาวะแห่งความไม่มีอะไรในขณะนั้น พวกเรากำลังเดินอยู่แล้วในทางแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายโดยแท้จริง ดังนั้น เราควรเจริญจิตให้หยุดอยู่บนความไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น
มูลธาตุทั้ง ๕ ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นวิญญาณนั้น มันเป็นของว่างเปล่า แต่ละมูลธาตุทั้ง ๔ ของรูปกายนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นตัวของเรา จิตจริงแท้นั้น ไม่มีรูปร่าง และไม่มีอาการมา ไม่มีอาการไป ธรรมชาติเดิมแท้ของเรานั้นเป็นสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งไม่มีการตั้งต้นขึ้นที่การเกิด และไม่มีการสิ้นสุดลงที่การตาย แต่เป็นของสิ่งเดียวรวด และปราศจากการเคลื่อนไหวใด ๆ ในส่วนลึกจริง ๆ ของมันทั้งหมด
จิตของเรากับสิ่งต่าง ๆ ซึ่งแวดล้อมเราอยู่นั้นเป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจได้ตามนี้จริง ๆ เราจะได้ลุถึงความรู้แจ้งเห็นแจ้งได้โดยแวบเดียวในขณะนั้น และเราเป็นผู้ที่ไม่ต้องข้องเกี่ยวในโลกทั้งสามอีกต่อไป เราจะเป็นผู้อยู่เหนือโลก จะไม่มีการโน้มเอียงไปสู่การเกิดใหม่อีกแม้แต่นิดเดียว เราจะเป็นแต่ตัวของเราเองเท่านั้น ปราศจากความคิดปรุงแต่งโดยสิ้นเชิง และเป็นสิ่ง
ๆ เดียวกับสิ่งสูงสุดสิ่งนั้น และเราจะได้ลุถึงภาวะแห่งความที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้อีกต่อไป ฉะนั้น นี้แหละคือหลักธรรมะที่เป็นหลักมูลฐานอยู่ในที่นี้
‘สัมมาสัมโพธิ’ เป็นชื่อของการเห็นแจ้งชัดว่าไม่มีธรรมใดเลยที่ไม่เป็นโมฆะ ถ้าเราเข้าใจความจริงข้อนี้แล้ว ของหลอกลวงทั้งหลายจะมีประโยชน์อะไรแก่เรา
ปรัชญาก็คือความรู้แจ้ง ความรู้แจ้งคือจิตต้นกำเนิดดั้งเดิมซึ่งปราศจากรูป ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจได้ ผู้กระทำและสิ่งที่ถูกกระทำคือจิตและวัตถุ เป็นของสิ่งเดียวกันนั่นแหละ จะนำเราไปสู่ความเข้าใจอันลึกซึ้ง และลึกลับเหนือคำพูด และโดยความเข้าใจอันนี้เอง พวกเราจะได้ลืมตาต่อสัจธรรมที่แท้จริงด้วยตัวเราเอง
สัจธรรมที่แท้จริงของเรานั้น มันไม่ได้หายไปจากเรา แม้ในขณะที่เรากำลังหลงผิดอยู่ด้วยอวิชชา และไม่ได้รับกลับมาในขณะที่เรามีการตรัสรู้ มันเป็นธรรมชาติแห่งภูตตถตา ในธรรมชาตินี้ไม่มีทั้งอวิชชา ไม่มีทั้งสัมมาทิฏฐิ มันเต็มอยู่ในความว่าง และเป็นเนื้อหาอันแท้จริงของจิตหนึ่งนั้น เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว อารมณ์ต่าง ๆ ที่จิตของเราได้สร้างขึ้น ทั้งฝ่ายนามธรรมและฝ่ายรูปธรรม จะเป็นสิ่งซึ่งอยู่ภายนอกของความว่างนั้นได้อย่างไร
โดยหลักมูลฐานแล้ว ความว่างนั้นเป็นสิ่งซึ่งปราศจากมิติต่าง ๆ แห่งการกินเนื้อที่ คือปราศจากกิเลส ปราศจากกรรม ปราศจากอวิชชา และปราศจากสัมมาทิฏฐิ พวกเราต้องทำความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งว่า โดยแท้จริงแล้ว ไม่มีอะไรเลย ไม่มีมนุษย์สามัญ ไม่มีพุทธะทั้งหลาย เพราะว่าในความว่างนี้ ไม่มีอะไรบรรจุอยู่แม้เท่าเส้นขนที่เล็กที่สุด อันจะเป็นสิ่งซึ่งจะมองเห็นได้โดยทางมิติ หรือกฎแห่งการกินเนื้อที่เลย มันไม่ต้องอาศัยอะไร และไม่ติดเนื่องอยู่กับสิ่งใด มันเป็นความงามที่ไร้ตำหนิ เป็นสิ่งซึ่งมีอยู่ได้โดยตัวมันเอง และเป็นสิ่งสูงสุดที่ไม่มีอะไรสร้างขึ้น มันเป็นเพชรพลอยที่อยู่เหนือการตีค่าทั้งปวงเสียจริง ๆ
เราต้องแยกรูปถอดด้วยวิชชามรรคจิต เหตุต้องละ ผลต้องละใช้ หนี้ก็หมด พ้นเหตุเกิด
สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในจักรวาล มีนับไม่ถ้วนรวมแล้วมีรูปกับนาม สองอย่างเท่านั้น นามเดิมก็คือความว่างของจักรวาลเข้าคู่กัน เป็นเหตุเกิดตัวอวิชชา เกิดเหตุก่อ ที่ใดมีรูปที่นั้นต้องมีนาม ที่ใดมีนามที่นั้นต้องมีรูป รูปนามรวมกันเป็นเหตุเกิดปฏิกิริยา ให้เปลี่ยนแปลงตลอดกาล และเกิดกาลเวลาขึ้น คือรูปย่อมมีความดึงดูดซึ่งกันและกัน จึงเป็นเหตุให้รูปเคลื่อนไหว และหมุนรอบตัวเองตามปัจจัย รูปเคลื่อนไหวได้ ต้องมีนาม ความว่างคั่นระหว่างรูป รูปจึงเคลื่อนไหวได้
เมื่อสภาวธรรมเป็นอย่างนี้ สรรพสิ่งของวัตถุสสารมีชีวิตและไม่มีชีวิต จึงต้องเปลี่ยนแปลงเป็นไตรลักษณ์ เกิด ดับสืบต่อทุกขณะจิต ไม่มีวันหยุดนิ่งให้คงทนเป็นปัจจุบันทุกยามได้
จิตวิญญาณก็เกิดมาจากรูปนามของจักรวาล เพราะเป็นมายาหลอกลวงแล้วเปลี่ยนแปลงให้คนหลง จากรูปนามไม่มีชีวิต เปลี่ยนมาเป็นรูปนามมีชีวิต จากรูปนามมีชีวิต มาเป็นรูปนามมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ แล้วจิตวิญญาณก็เปลี่ยนแปลงแยกออกจากกันไป คงเหลือแต่นามว่างที่ปราศจากรูป นี้เป็นจุดสุดยอดของการหลอกลวงของรูปนาม
ต้นเหตุเกิดรูปนามของจักรวาล เป็นเหตุเกิดรูปนามพิภพต่าง ๆ ตลอดดวงดาวอันนับไม่ถ้วน เพราะไม่มีที่สิ้นสุด รูปนามพิภพต่าง ๆ เป็นเหตุให้เกิดรูปนามพืช รูปนามพืชเป็นเหตุให้เกิดรูปนามสัตว์เคลื่อนไหวได้ จึงเรียกกันว่าเป็นสิ่งมีชีวิต
ความจริงรูปนามจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตมันก็เคลื่อนไหวได้ เพราะมีรูปกับนามเป็นเหตุเป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาอยู่ในตัว ให้เคลื่อนไหวตลอดกาลและเปลี่ยนแปลง เพราะมองด้วยตาเนื้อไม่เห็น จึงเรียกกันว่าเป็นสิ่งไม่มีชีวิต
เมื่อรูปนามของพืชเปลี่ยนมาเป็นรูปนามของสัตว์ เป็นจุดตั้งต้นชีวิตของสัตว์ และเป็นเหตุให้เกิดจิตวิญญาณ การแสดงเคลื่อนไหวเป็นเหตุให้เกิดกรรม
สัตว์ชาติแรกมีแต่สร้างกรรมชั่ว สัตว์กินสัตว์ และความโกรธ โลภ หลง ตามเหตุปัจจัยภายนอกภายในที่มากระทบ กรรมที่สัตว์แสดงมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ๕ อย่าง ไปกระทบกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ๕ อย่าง แล้วก็เข้ามาประทับ บรรจุ บันทึก ถ่ายภาพ ติดอยู่กับรูปปรมาณู ซึ่ง
เป็นสุขุมรูป แฝงอยู่ในความว่าง เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาได้ ที่แฝงอยู่ในความว่างคั่นระหว่างตา หู จมูก ลิ้น กายนั้นไว้ได้หมดสิ้น
เมื่อสัตว์ชาติแรกเกิดนี้ได้ตายลง มีกรรมชั่วอย่างเดียวเป็นเหตุให้สัตว์ต้องเกิดอีก เพื่อให้สัตว์ต้องใช้หนี้เกิด กรรมชั่วที่ได้ทำไว้ แต่สัตว์เกิดขึ้นมาแล้วหายอมใช้หนี้เกิดกันไม่ มันกลับเพิ่มหนี้ให้เป็นเหตุเกิดทวีคูณจนปัจจุบันชาตินี้
ดังนั้น ด้วยอำนาจกรรมชั่วที่พวกสัตว์ติดอยู่ในสุขุมรูป ๕ กอง ตลอดเพศผู้เมีย เป็นสุขุมรูปที่ติดอยู่ใน ๕ กองนั้น ก็เกิดหมุนรวมกันเข้าเป็นรูปปรมาณูกลม คงรูปอยู่ได้ด้วยการหมุนรอบตัวเอง มิหยุดนิ่ง เป็นคูหาให้จิตได้อาศัยอยู่ในข้างใน เรียกว่า ‘รูปวิญญาณ’ หรือจะเรียกว่า ‘รูปถอด’ ก็ได้ เพราะถอดมาจากนามว่าง ภาวะคั่นรูปหยาบนั่นเอง ซึ่งเป็นสุขุมรูปแฝงอยู่ในความว่าง รูปวิญญาณจึงมีชีวิตอยู่ คงทนอยู่ยืนนานกว่ารูปหยาบ มีกรรมชั่วคอยรักษาให้หมุนคงรูปอยู่ ๑ ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดฆ่าให้ตายได้ นอกจากนิพพานเท่านั้น รูปวิญญาณจึงจะสลาย ๑
เรื่องการแสดงกรรมของสัตว์ที่ประทับติดอยู่ในสุขุมรูป ตา หู จมูก ลิ้น กาย ๕ กองนั้น รวมกันเข้าเรียกว่า ‘จิต’ จึงมี ‘สำนักงานของจิต’ ติดอยู่ในวิญญาณ ๕ กอง รวมเป็นที่ทำงานของจิตกลาง และก็ติดต่อกับ ตา หู จมูก ลิ้น กายภายนอก ซึ่งเป็นสื่อติดต่อของจิต ดังนั้น ‘จิต’ กับ ‘วิญญาณ’ จึงไม่เหมือนกัน จิตเป็นตัวรู้นึกคิด ส่วนวิญญาณเป็นคูหาให้จิตได้อาศัยอยู่ และเป็นยานพาหนะพาจิตไปเกิด หรือจะไปไหน ๆ ก็ได้ เป็นชีวิต...รูปสุขุม๒ รูปที่ถอดมาจากรูปหยาบ มีรูปเพศผู้เมีย รูปตา หู จมูก ลิ้น กาย อยู่ในวิญญาณไว้ ได้เป็นเหตุเกิดสืบต่อภพชาติต่อไป
เมื่อสัตว์ตาย ชีวิตร่างกายหยาบของภพชาตินั้น ๆ ก็หมดไปตามอายุขัยชีวิตร่างกายหยาบของภพภูมิชาตินั้น ๆ ส่วนชีวิตแท้ รูปปรมาณู วิญญาณ จะไม่ตายสลายตาม จะต้องไปเกิดตามภพภูมิต่าง ๆ ตามเหตุปัจจัย มันเป็นวัฏฏะ หมุนเวียนเปลี่ยนไป โดยชีวิตแท้รูปถอดหรือวิญญาณหมุนรอบตัวเองนี้เอง เป็นเหตุให้จิตเกิดดับสืบต่อคอยรับเหตุการณ์ภายนอกภายในที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น
๑ เป็นส่วนที่มีอยู่ในต้นฉบับเดิมจากการถอดเทปครั้งแรก โดย ดร. ดาราวรรณ เด่นอุดม เมื่อ กรกฎาคม ๒๕๒๖ แต่ข้อความส่วนนี้ในไฟล์เสียงที่เป็นต้นฉบับในการถอดความครั้งนี้ขาดหายไป
๒ ส่วนที่เป็นจุดไข่ปลา คือ ส่วนที่ไม่สามารถถอดความจากไฟล์เสียงได้
กาย ใจ แล้วจิตก็เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยที่มากระทบ จะดีหรือชั่วก็สะสมเข้าไว้เป็นทุนเหตุเกิด เหตุดับ หรือปรุงแต่งต่อไป จนกว่ากรรมชั่วเหตุเกิดจะหมดไป ชีวิตรูปถอดหรือวิญญาณก็จะหยุดการหมุน รูปสุขุมรูปวิญญาณซึ่งเกิดมาจากกรรมชั่ว สืบต่อมาแต่ชาติแรกเกิด ก็จะสลายแยกออกจากกันไป คงรูปอยู่ไม่ได้ มันก็กระจายไป ส่วนกิจกรรมดี ธรรมะที่ติดอยู่กับวิญญาณ มันก็กระจายไปกับรูปปรมาณู คงเหลือแต่ความว่างที่คั่นช่องว่างของรูปปรมาณูทุก ๆ ช่อง ฉะนั้น โดยปราศจากรูปปรมาณู ความว่างนั้นจึงบริสุทธิ์และสว่าง รวมเข้ากับความว่าง บริสุทธิ์ สว่าง ของจักรวาลเดิม เข้าเป็นหนึ่ง เรียกว่านิพพาน
เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พระองค์สร้างชีวิตพระพุทธศาสนา ให้ก่อเกิดเป็นชีวิตอย่างบริบูรณ์ดังพระประสงค์แล้ว พระพุทธองค์จึงได้ละวิภวตัณหานั้น เสด็จสู่อนุปาทิเสสนิพพาน คือเป็นผู้หมดสิ้นทุกตัณหา เป็นผู้ดับรอบ โดยลักษณาการแห่งอนุปาทิเสสนิพพานของพระพุทธองค์ก็คือ ลำดับแรก ก็ทรงเจริญฌานดิ่งสนิทเข้าไปจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ หมายความว่า เข้าไปดับลึกสุดอยู่เหนืออรูปฌาน
ในวาระแรกนั้น พระองค์ยังไม่ได้ดับขันธ์ต่าง ๆ ให้สิ้นสนิทเป็นเด็ดขาดแต่อย่างใด ยังเพียงเข้าไปเพื่อทรงกระบวนการแห่งการสู่นิพพาน หรือนิโรธ เป็นครั้งสุดท้ายแห่งชีวิต พูดง่าย ๆ ก็คือสู่สิ่งที่พระองค์ได้สร้าง ได้พากเพียรก่อเป็นทาง เป็นแบบอย่างไว้ เป็นครั้งสุดท้ายเสียหน่อย ซึ่งเรียกได้ว่าสิ่งอันเกิดมาจากที่พระองค์ได้ยอมอยู่กับธุลีทุกข์ อันเป็นธุลีทุกข์ที่มนุษย์ธรรมดาผู้มีจิตหยาบเกินกว่าจะสัมผัสมันว่าเป็นทุกข์
และกระบวนการกระทำจิตตนให้ถึงซึ่งสัญญาเวทยิตนิโรธนี้นั้น เป็นกระบวนการที่พระอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้เป็นยอดแห่งศาสดาในโลกเท่านั้นที่ทรงค้นพบ ทรงนำมาตีแผ่เผยแจ้งออกสู่สัตว์โลกให้พึงปฏิบัติตาม เมื่อทรงสิ่งซึ่งสุดท้ายนี้แล้ว จึงได้ถอยกลับมาสู่ภาวะต้นคือปฐมฌาน แล้วจึงได้ตัดสินพระทัยสุดท้ายเสด็จดับขันธ์ต่าง ๆ ไปทีละขันธ์ วิญญาณขันธ์ในชีวิตและร่างกายนั้นได้ดับไปเสียตั้งแต่ก่อนจะเข้าสู่ปฐมฌานนานแล้ว เพราะต้องดับสังขารขันธ์และสังขารธรรมชั้นแรกเสียก่อน วิญญาณขันธ์จึงได้ดับ ดังนั้น จึงไม่มีเชื้อใดเหลืออยู่แห่งวิญญาณขันธ์ที่หยาบนั้น
๑ เป็นส่วนที่มีอยู่ในต้นฉบับเดิมจากการถอดเทปครั้งแรก โดย ดร. ดาราวรรณ เด่นอุดม เมื่อ กรกฎาคม ๒๕๒๖ แต่ข้อความส่วนนี้ในไฟล์เสียงที่เป็นต้นฉบับในการถอดความครั้งนี้ขาดหายไป
พระองค์เริ่มดับสังขารขันธ์หรือสังขารธรรมชั้นใน อันจะส่งผลให้ก่อเกิดวิภวตัณหาได้แล้วชั้นหนึ่งเสียก่อน จึงได้เลื่อนขึ้นสู่ทุติยฌาน แล้วจึงดับสัญญาขันธ์เลื่อนขึ้นสู่ตติยฌาน เมื่อพระองค์ดับสังขารขันธ์หรือสังขารธรรมชั้นในสุดอีกที ก็เป็นอันเลื่อนขึ้นสู่จตุตถฌาน คงมีแต่เวทนาขันธ์สุดท้ายแห่งชีวิต นั่นคือลักษณาการแห่งชั้นสุดท้ายของการจะดับสิ้นไม่เหลือ
เมื่อพระองค์ดับสังขารขันธ์หรือสังขารธรรมใหญ่สุดท้ายที่มีอยู่ทั้งสิ้นแล้ว ก็มาดับเวทนาขันธ์ อันเป็นจิตขันธ์ หรือนามขันธ์ที่มีจิตส่วนใน คือภวังคจิตเสียก่อน แล้วจึงได้ออกจากจตุตถฌาน พร้อมกับมาดับจิตขันธ์หรือนามขันธ์สุดท้ายจริง ๆ ของพระองค์เสียลงเพียงนั้น
นี่ พระองค์เข้าสู่นิพพานอยู่ตรงนี้ นั่นคือพระองค์ดับเวทนาขันธ์ในภาวะจิตตื่น หรือวิถีจิตอันเป็นปรกติของมนุษย์ ครบพร้อมทั้งสติและสัมปชัญญะ ไม่ได้ถูกภาวะอื่นใดครอบงำ เป็นภาวะจงใจ ไม่ถูกภาวะใดครอบคลุมอำพรางให้หลงใหลใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นภาวะแห่งตนเองอย่างบริบูรณ์
เมื่อเวทนาขันธ์สุดท้ายแท้ ๆ จริง ๆ ได้ถูกทำลายลงอย่างสนิท จึงเป็นผู้บริสุทธิ์ หมดสิ้นแล้วซึ่งสังขารธรรม และหมดเชื้อจิตขันธ์หรือนามขันธ์ทั้งปวงใด ๆ ในพระองค์ท่าน ไม่มีเหลือ คงทิ้งแต่รูปขันธ์อันจะมีชีวิตนั้นไม่ได้แน่ เพราะรูปไม่ใช่ชีวิต หากสิ้นนามเสียแล้วก็คือแท่ง ก็คือก้อนวัตถุหนึ่งนั้นเท่านั้นเอง
นั่นแล คือ ลำดับฌาน ที่พระอนุรุทธเถระเจ้าได้นำฌานจิตเข้าไปดู เป็นวิธีการดับโดยแท้ ดับโดยตรง โดยพระองค์เป็นผู้ดับเองเสียด้วย
คำสอนของพุทธะทั้งหมดในวัฏฏ์นี้ ก็คือการเพาะให้พุทธจิตนั้นผลิออกมาให้เราปรากฏเห็นเท่านั้นเอง เพียงแต่เราทำให้มันว่างจากความคิดปรุงแต่งต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่นำไปสู่การเกิดและการดับอยู่ตลอดกาล และนำไปสู่ความทุกข์เดือดร้อนใจของสัตว์โลก และโลกอื่นไปจริง ๆ เท่านั้น เราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีวิธิปฏิบัติเพื่อการตรัสรู้และหาทางออกทั้งหลายทั้งสิ้นเลย
คำสอนของพุทธะทั้งหมดมีวัตถุประสงค์ข้อนี้เพียงข้อเดียว คือพาพวกเราข้ามขึ้นให้พ้นเสียจากภูมิแห่งความคิด บัดนี้ถ้ารีดความคิด หรือหยุดความคิดของเราได้สำเร็จแล้ว ประโยชน์อะไรด้วยธรรมทั้งหลายที่พุทธะได้สอนไว้ มันหมายถึงสามารถปฏิบัติจนหยุดคิดของความคิดปรุงแต่งต่าง ๆ เสียได้ ไม่มีอะไรสามารถปรุงให้จิตคิดไปตามอำนาจกิเลสตัณหาได้อีกต่อไป เป็นจิตที่ว่างจากสิ่งปรุงแต่งและความคิดทั้งปวง นั่นแหละเป็นตัวธรรม หรือพุทธะ หรือธรรมชาติเดิมแท้อยู่ในความเป็นเช่นนั้น เพราะเรานั้น ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว คำพูดของมนุษย์ไม่สามารถหว่านล้อม หรือเปิดเผยมันได้ ความตรัสรู้คือความไม่มีอะไรให้ระลึกถึง ผู้ถึงได้ก็ไม่พูดแล้ว ไม่พูดว่าเขารู้อะไร เพราะสิ่งนี้มันอยู่เหนือคำพูด๓
๓ การจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ครั้งแรกไม่มีข้อความในสองย่อหน้าสุดท้าย แต่ในไฟล์เสียงที่เป็นต้นฉบับในการถอดความครั้งนี้มีข้อความดังกล่าวอยู่ด้วย
วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
คำนำการพิมพ์หนังสือ “จิต คือ พุทธะ” ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ฉบับนี้ เกิดขึ้นในระหว่างการพิสูจน์อักษรหนังสือ “อตุโล ไม่มีใดเทียม” (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๖) ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมประวัติ ปฏิปทา และพระธรรมคำสอนของพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์คณะทำงานได้ร่วมกันพิสูจน์อักษรในส่วนของคำสอนเรื่อง “จิต คือ พุทธะ” โดยเทียบเคียงเนื้อหาเดิมในหนังสือกับเสียงเทศน์ของหลวงปู่ดูลย์ชนิดคำต่อคำ และได้แก้ไขให้สมบูรณ์ครบถ้วนยิ่งขึ้น จึงได้นำคำสอนเรื่องนี้ มาจัดพิมพ์ขึ้นใหม่เพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทานสำหรับท่านที่ได้เคยอ่านหนังสือเรื่อง “คำสอนของฮวงโป” เมื่อมาอ่านหนังสือเล่มนี้อาจเกิดความสงสัยขึ้นว่า เหตุใดคำสอนของหลวงปู่จึงมีส่วนคล้ายคลึงกับคำสอนของฮวงโปมาก คำถามนี้ ศิษย์ของหลวงปู่ดูลย์ท่านหนึ่งได้ให้คำตอบไว้ว่า หลวงปู่ท่านยืมถ้อยคำของท่านฮวงโปมาใช้ เรื่องนี้สืบเนื่องมาจากการที่ท่านเจ้าคุณพระราชวรมุนีเป็นผู้นำหนังสือ “คำสอนของฮวงโป” ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสแปลไว้ไปถวายให้หลวงปู่พิจารณา หลวงปู่เห็นว่าท่านฮวงโปบัญญัติถ้อยคำไว้ตรงกับสภาวะดีแล้ว และท่านอาจารย์พุทธทาสก็แปลไว้ดีแล้วด้วย จึงนำมากล่าวสอนเพียงบางส่วน เท่าที่เห็นว่าผู้ปฏิบัติควรทราบมาในชั้นหลังนี้ ได้ทราบว่ามีผู้ตำหนิท่านว่าละเมิดลิขสิทธิ์ คือนำหนังสือของท่านอาจารย์พุทธทาสไปพิมพ์แจกเป็นหนังสือ “จิต คือ พุทธะ” ความจริงหลวงปู่ไม่เคยเขียนหนังสือธรรมะ และไม่เคยพิมพ์หนังสือธรรมะแจก มีแต่กล่าวธรรมให้ผู้สนใจฟังอย่างไม่มีรูปแบบ ครั้งละไม่กี่คนเท่านั้น และท่านก็ไม่ได้ต้องการชื่อเสียงเกียรติยศหรือได้รับผลประโยชน์อะไร เพียงต้องการให้ผู้ฟังได้รับประโยชน์เท่านั้นส่วนการพิมพ์หนังสือ “จิต คือ พุทธะ” ก็เป็นเรื่องที่ผู้ที่เคารพศรัทธาในองค์หลวงปู่จัดทำกันเองในชั้นหลัง หากจะมีความผิดพลาดที่ไม่ได้มีการอ้างอิงถึงหนังสือแปลของท่านอาจารย์พุทธทาส ก็เกิดจากความไม่รู้ของผู้มีความศรัทธาในการจัดพิมพ์ ส่วนองค์หลวงปู่มีเพียงความเมตตาที่จะนำธรรมะที่ท่านเห็นว่าถูกต้องดีแล้ว และสอดคล้องกับธรรมที่ท่านรู้เห็นมาด้วยการปฏิบัติ มาเล่าให้ลูกศิษย์ฟังเท่านั้นเองคณะผู้จัดทำใคร่กราบขอบพระคุณญาติธรรมทุกท่านที่สนับสนุนให้การจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้สำเร็จลงด้วยดี หากหนังสือเล่มนี้จะสามารถทำให้ผู้อ่านเกิดศรัทธาและปัญญาในพระพุทธศาสนา ก็ขอน้อมถวายอานิสงส์เหล่านั้นเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา และเป็นอาจาริยบูชาแด่องค์หลวงปู่ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน จงมีจิตผ่องใส อิ่มเอิบ เบิกบาน และเจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป หากหนังสือเล่มนี้มีข้อบกพร่องประการใด คณะผู้จัดทำขอน้อมรับความผิดพลาดทั้งปวงที่เกิดขึ้นคณะผู้จัดทำมีนาคม ๒๕๔๙
บทสวดมนต์
บทสวดมนต์หมู่ทำนองสรภัญญะ โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย บทสวดบูชาพระรัตนตรัย(หัวหน้านำกล่าว) อะระหัง….. (รับพร้อมกัน) สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวาพุทธัง ภะคะวะตัง อะภิวาทเมิ (กราบ)สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ) บทสวดนมัสการพระพุทธเจ้า(หัวหน้านำกล่าว) นะโม (รับพร้อมกัน) ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (กล่าว ๓ หน) บทสวดพระพุทธคุณ (ภาษาบาลี(หัวหน้านำ) อิติปิโส (รับพร้อมกัน) ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทธโธ วิชชชาจะระณะสัมปัน,โน, สุคะโต, โลกะวิทู, อนุตตะโร, ปุริสธัมมะสาระถิ, สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ระคะวา-ติ บทสวดพระพุทธคุณ (ทำนองสรภัญญะ)(หัวหน้านำ) องค์ใดพระสัมพุทธ (รับพร้อมกัน) สุวิสุทธสันดานตัดมูลเกลสมาร บมิหม่นมิหมองมัว หนึ่งนัยพระทัยท่าน ก็เบิกบานคือดอกบัวราคี บ พันพัว สุวคนธกำจร องค์ใดประกอบด้วย พระกรุณาดังสาครโปรดหมู่ประชากร มละโอฆกันดาร ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมศานต์ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย พร้อมเบญจพิธจัก- ษุจรัสวิมลใสเห็นเหตุที่ใกล้ไกล ก็เจนจบประจักษ์จริง กำจัดน้ำใจหยาบ สันดานบาแห่งชายหญิงสัตว์โลกได้พึ่งพิง มละบาปบำเพ็ญบุญ ข้าฯขอประณตน้อม ศิระเกล้าบังคมคุณ
สัมพุทธการุญ- ญภาพนั้นนิรันดร ฯ (กราบ) บทสวดพระธรรมคุณ (ภาษาบาลี)(หัวหน้านำ) สวากขาโต (รับพร้อมกัน) ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก อะกาลิโก, เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหี-ติ บทสวดพระธรรมคุณ (ทำนองสรภัญญะ(หัวหน้านำ) ธรรมะคือคุณากร (รับพร้อมกัน) ส่วนชอบสาธรดุจดวงประทีปชัชวาล แห่งองค์พระศาสดาจารย์ ส่วนสัตว์สันดานสว่างกระจ่างใจมล ธรรมใดนับโดยมรรคผล เป็นแปดพึงยลและเก้ากับทั้งนฤพาน สมญาโลกอุดาพิศดาร อันลึกโอฬารพิสุทธิ์พิเศษสุกใส อีกธรรมต้นทางครรไล นามขนานขานไขปฏิบัติปริยัติเป็นสอง คือทางดำเนินดุจคลอง ให้ล่วงลุปองยังโลกอุดรโดยตรง ข้า ฯขอโอนอ่อนอุตมงค์ นบธรรมจำนงด้วยจิตและกายวาจา ฯ (กราบ) บทสวดพระสังฆคุณ (ภาษาบาลี)(หัวหน้านำ) สุปะฏิปันโน (รับพร้อมกัน) ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะ ปุคคลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชลีกะระณีโย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสา – ติ ฯ
บทสวดพระสังฆคุณ (ทำนองสรภัญญะ)(หัวหน้า) สงฆ์ใดสาวกศาสดา (รับพร้อมกัน) รับปฏิบัติมาแต่องค์สมเด็จภควันต์ เห็นแจ้งจตุสัจเสร็จบรร- ลุทางที่อันระงับและดับทุกข์ภัย โดยเสด็จพระผู้ตรัสไตร ปัญญาผ่องใสสะอาดและปราศมัวหมอง เหินห่างทางข้าศึกปอง บ มิลำพองด้วยกายและวาจาใจ เป็นเนื้อบุญอันไพ- ศาลแด่โลกัยและเกิดพิบูลย์พูนผล สมญาเอารสทศพล มีคุณอนนต์อเนกจะนับเหลือตรา ข้า ฯ ขอนบหมู่พระศรา- พกทรงคุณานุคุณประดุจรำพัน ด้วยเดชบุญข้าอภิวันท์ พระไตรรัตน์อันอุดมดิเรกนิรัติศัย จงช่วยขจัดโพยภัย อันตรายใดใดจงดับและกลับเสื่อมสูญ (กราบ) บทสวดชะยะสิทธิคาถา (ภาษาบาลี)(หัวหน้านำ) พาหุง (รับพร้อมกัน) สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวามุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะสิทธิ นิจจัง ฯ บทสวดชะยะสิทธิคาถา (ทำนองสรภัญญะ)(หัวหน้านำ) ปางเมื่อพระองค์ปะระมะพุท- (รับพร้อมกัน) ธะวิสุทธะศาสดาตรัสรู้อนุตตะระสะมา- ธิ ณ โพธิบัลลังก์ ขุนมารสหัสสะพหุพา- หุวิชาวิชิตขลังขี่คีริเมขะละประทัง คชะเหี้ยมกระเหิมหาญ แสร้งเสดสะราวุธะประดิษฐ์ กละคิดจะรอนราญ
รุมพลพลพยุหะปาน พระสมุททะนองมา หวังเพื่อผจญวะระมุนิน- ทะสุชินะราชาพระปราบพหลพยุหะมา- ระมะเลืองมะลายสูญ ด้วยเดชะองค์พระทศพล สุวิมละไพบูลย์ทานาทิธรรมะวิธิกูล ชนะน้อมมโนตาม ด้วยเดชะสัจจะวะจะนา และนะมามิองค์สามของจงนิกรพละสยาม ชนะสิทธิทุกวาร ถึงแม้จะมีอริวิเศษ พละเดชะเทียมมารขอไทยผจญพิชิตะผลาญ อริแม้นมุนินทร ฯ (กราบ ๓ครั้ง) บทสวดระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อิมินา สักกเรนะ ข้าขอน้อมสักการะบูชาองค์เสด็จพระศาสดา ผู้ทรงปัญญาและบารมีทรงสง่าด้วยราศรี ประเสริฐเลิศดีมีพระคุณท่านมีเมตตาเกื้อหนุน แผ่บุญค้ำจุนให้พ้นภัย ท่านเป็นประทีปดวงสดใส ให้กำเนิดรัตนตรัยดวงงามองค์แห่งรัตนะมีสาม ระบือนามไปทั่วธานีองค์พระพุทธชินศรี ตรัสรู้ชอบดีในพระธรรมชาวพุทธทุกคนจงจดจำ ช่วยกันแนะนำให้แพร่ไป ทุกคนจะเสื่อมใส พระธรรมนำสุขให้แพร่ไปผู้แนะนำซึ่งคำสั่งสอน คือศิษย์พระชินวรทุกองค์มวลหมู่พระภิกษุสงฆ์ ได้ดำรงพระศาสนามาลุกขอก้มกราบวันทา พุทธศาสนา จงถาวรเทอญ ฯ บทสวดระลึกถึงคุณบิดามารดา อิมินา สักกาเรนะ ข้อขอกราบสักการะบูชาอันพระบิดามารดา ข้าของน้อมระลึกคุณท่านมีเมตตาการุณ อุปการะคุณต่อบุตรธิดาได้ให้กำเนิดลูกมา ทั้งการศึกษาและอบรม
ถึงแม้นลำบากขื่นขม ทุกข์ระทมสักเพียงไร ท่านไม่เคยหวั่นไว ต่อสิ่งใดที่เลี้ยงที่มาพระคุณท่านล้นฟ้า ยิ่งกว่าธาราและแผ่นดินลูกขอบูชาเป็นอาจินต์ ตราบจนสิ้นดวงชีวาขอปวงเทพไท้รักษา พระบิดามารดาของข้า ฯ เทอญ. บทสวดระลึกคุณครูอาจารย์ อิมินา สักกาเรนะ ข้าขอน้อมสักการะบูชาอันคุณครูบาอาจารย์ ผู้ให้การศึกษาและอบรมเริ่มต้นจากวัยประถม ให้วิทยาคมเสมอมาเพิ่มพูนสติและปัญญา อีกวิชาศีลธรรมประจำตน ศิษย์ที่ดีต้องหมั่นฝึกฝน ให้ประพฤติตนตลอดไปจงสังวรสำรวมเองไว้ ทั้งกายใจให้มั่งคงตั้งจิตไว้ให้เที่ยงตรง เพื่อจรรโลงในพระคุณขอผลบุญโปรดจงเกื้อหนุน อาจารย์ผู้มีพระคุณทุกท่านเทอญ. บทสวดแผ่เมตตา แผ่เมตตาให้แก่ตนเอง อะหัง อะเวโร โหมิ ขอข้าพเจ้าอย่าผูกเวรกับใคร ๆ เลย อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอข้าพเจ้าอย่าเบียดเบียนใคร ๆ เลย อะหัง อะนีโฆ โหมิ ขอข้าพเจ้าอย่ามีความทุกข์ใด ๆ เลย อะหัง สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ ขอข้าพเจ้าจงมีความสุขรักษาตนอยู่เถิด. แผ่เมตตาให้แก่คนทั่วไป สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรต่อ กันและกันเลย อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียด เบียนซึ่งกันและกันเลย
สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจรักษาตนให้ พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด. บทกรวดน้ำแบบย่อ อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขอบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอให้ญาติทั้งหลาย จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด ฯ ขอเดชะ ตั้งจิต อุทิศผล บุญกุศลแผ่ไปให้ไพศาลถึงบิดา มารดา ครูอาจารย์ ทั้งลูกหลาน ญาติมิตรสนิทกันทั้งคนเคย ร่วมงาน การทั้งหลาย ขอให้ได้ในกุศล ผลของฉันทั้งเจ้ากรรม นายเวร และเทวัญ ขอให้ท่าน ได้กุศล ผลนี้เทอญ. บทสวดกรวดน้ำอิมินาคำกลอน ด้วยบุญกรรม ที่ข้าได้ทำ ด้วยกายวาจา อีกทั้งน้ำใจ เสื่อมใสศรัทธา วันนี้จงมาอวยผลบันดาลให้คุณครูบา อาจารย์แห่งข้า ฯ ผู้มีอุปการ มารดาบิดา ญาติกาวงศ์วาร จงสุขสำราญ ทั่วหน้ากัน สุริยันจันทรา องค์พระราชา ผู้ผ่านภพไตร ผู้มีพระคุณ ทุกรุ่นทุกวันขอจงมาได้รับเอาส่วนบุญอินทร์ พรหมยมยักษ์ เสื้อเมืองเรืองศักดิ์ ทรงเมือการัณย์ เพื่อฝูงทั่วไป เคยได้อุดหนุน เทพผู้ทรงคุณสี่โลกบาล มนุษย์และสัตว์ คู่แค้นเคืองขัด จองเวรล้างผลาญ ล่วงเกินไว้ ด้วยใจเป็นพาล ขอจงเกษมศานต์เลิกจองเวรภัย เชิญรับกุศลที่ข้าแผ่ผล อุทิศส่งให้ แล้วจงสำราญ เบิกบานใจ จนกว่าจะได้ลุถึงนิพพาน ด้วยบุญญะกรรม พร้อมทั้งถ้อยคำ อุทิศพิษฐาน ดังว่ามานี้เป็นที่ชื่นบาน ขอจงบันดาลฉันพลันทันใด ให้บรรลุ ธรรมจักษุ โพธาพิสมัย ตัดอุปาทาน ตัณหาขาดไป สันดานผ่องใส จากธรรมเลวทรามสติปัญญา ความเพียรแก่กล้า ความคิดดีงาม ทุกชาติทุกภพ ประสบแต่ความสุขอย่างสวยงาม ตราบเท่านฤพาน มาราธิราช อย่าได้โอกาสตามผจญผลาญ มุ่งทำสิ่งใด ขอให้การงานสำเร็จสำราญ ตลอดปลอดภัย เดชะพระพุทธ พระธรรมบริสุทธิ์ พระสงฆ์เป็นใหญ่ จงเป็นที่พึ่งกำจัดเวรภัย อันตรายทั่วไปนิราศเทอญ. บทสวดคาถาโพธิบาท (คาถาป้องกันภัยทั้งสิบทิศ) บูรพารัสมิง พระพุทธะคุณัง บูรพารัสมิง พระธรรมเมตัง บูรพารัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะ โรคะภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุรักขันตุ ฯ
รอบต่อไปเปลี่ยนที่ขีดเส้นใต้ดังนี้1. อาคะเณรัสมิง 2. ทักษิณรัสมิง 3. หรดีรัสมิง4. ปัจฉิมรัสมิง 5. พายัพรัสมิง 6. อุดรรัสมิง7. อิสาณรัสมิง 8. อากาศรัสมิง 9. ปฐวีรัสมิง ฯ คำอาราธนาศีล 5 มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถานะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สิลานิ ยาจามะฯทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สิลานิ ยาจามะ ฯตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุ รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามิ ฯ คำสามาทานศีล 51. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการฆ่าสัตว์2. อทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้3. กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบทเว้นจากการประพฤติผิดในกาม4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากพูดเท็จ5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบทเว้นจากการดื่มสุราเมรัย คำอาราธนาพระปริตร วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยาสัพพะทุกขะ วินาสายะ ปรัตตัง พรูถะ มังคะลัง ฯ วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยาสัพพะภะยะ วินาสายะ ปริตตัง พรูถะ มังคะลัง ฯ วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยาสัพพะโรค วินาสายะ ปรัตตัง พรูถะ มังคะลัง ฯ
คำอาราธนาธรรม พรัหมา จะ โลกาธิปะติ สะหัมปะติ กัตอัญชลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ สันตีธะ สัตตาปปะระชักขะชาติกา เทเสตุ ธัมมัง อนุกัมปิมังปะชัง ฯ คำอาราธนาธรรม (แปล คำกลอน) ท้าวสหัมบดีพรหม เป็นบรมในพรหมา ทรงมีฤทธิศักดา กว่าบริษัททุกหมู่พรหม น้อมหัตถ์นมัสการ ประดิษฐานนาภีพรหม ควรแล้วจึงบังคมชุลีบาทพระสัมมา ขอพรอันประเสริฐวะระเลิศมโหฬาร์ ว่าสัตว์ในโลกา กิเลสน้อยก็ยังมี เชิญองค์สุคตญาณ พิชิตมารมุนีศรี โปรดปวงประชาชี ตามวิถีแห่งมรรคผล สมเด็จพระจอมปราชญ์ ผู้โลกนาถทศพล ทรงรับพรหมนิมนต์จรดลแสดงธรรม นิมนต์เถิดท่านเจ้าข้า ผู้ปรีชาประเสริฐล้ำโปรดแสดงพระสัทธรรมเทศนาและ เพื่อให้สำเร็จผล แก่ปวงชน บรรดามีสบสุขเกษมศรี บุญนิธีในธรรมเทอญ. บทสวดบูชาคุณครู-อาจารย์ ข้าขอรำลึกคุณ ของครูบาพระอาจารย์ อบรมบ่มดวงมาลย์ เป็นสะพานให้ก้าวเดิน ๆชี้ทางอันอำไพ ด้วยน้ำใจน่าสรรเสริญ บุญคุณสุดประเมิน ศิษย์จำเดินตามแนวทาง ๆสอนธรรมอันล้ำค่า ดั่งแสงทองส่องฟ้าสาง ชื่นใจไม่จืดจาง เป็นแบบอย่างทางความดี ๆสอนให้อภัยกัน ร่วมสร้างสรรสามัคคี รู้รักในศักดิ์ศรี คุณค่ามีอยู่ที่ใจ ๆให้มั่นในพระคุณ กตัญญูนั้นยิ่งใหญ่ ศีลนั้นเป็นบันได และสมาธิ-ปัญญา ๆเช้าค่ำหมั่นพร่ำสอน เอื้ออาทรต่อศิษยา เหน็ดเหนื่อยก็ไม่ว่า ขอเพียงให้ศิษย์ได้ดีสำนึกในพระคุณ ที่การุณย์และปราณี ศิษย์นี้จะทำดี ชั่วชีวีไม่ขอลืม บทสวดของขมาอำลาอาลัย ธูปเทียนพานดอกไม้ ยกขึ้นไหว้เพื่อขอขมา กรรมใดศิษย์เคยทำ เป็นบาปกรรมหยาบต่ำช้ากรรมนั้นกายวาจา เจตนาทำผิดไป ต่อมาไม่ทำอีกแล้ว ตั้งใจแน่วเพื่อการศึกษาแทนคุณพระศาสนา ศิษย์สัญญาจะทำดี ลาแล้วศิษย์ขอลา จากบรรดาผู้มีคุณขอพรคุณครูอาอาจารย์ ขอให้ท่านได้เกื้อกูล ให้ศิษย์ได้เพิ่มพูน ร่วมสร้างบุญคือความดีอบรมบ่มนิสัย ฝึกกายใจให้ดีงาม ทำตามพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์นำให้ทำดีๆ
นะโมก่อนนอนก่อนนอนคือนี้สวดมนต์ก่อนนะ กราบไหว้คุณพระ นะโม 3 หน หนูใหญ่ หนูเล็กเด็กดีทุกคนจงหมั่นสวดมนต์ให้จำขึ้นใจ ก่อนนอนคือนี้ สวดมนต์ก่อนนะ กราบไว้คุณพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั่นไงขอพรคุ้มภัยให้หนูแจ่มใสเบิกบาน ก่อนนอนคืนนี้ หนูอย่างลืมนะ กราบไหว้คุณพระแล้วท่อง นะโม “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโค อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 ครั้ง)ฯ ศีล 5เชิญชวนเด็กไทยทั้งหลาย รักษาใจกายให้หมดราคี เตรียมพร้อมเพื่อเป็นเด็กดี สังคมจะมีความสำราญ เราจงยึดมั่นในศีล 5 เพราะนำพาพ้นจากภัยพาล หนึ่ง เว้นฆ่าสัตว์ทรมาน สอง ไม่ต้องการลักขโมยของใคร สาม ไม่ผิดประเวณี สี่ ไม่มีพูดปดใด ๆ ห้า สุราหลีกไกล ศีลห้าจำได้ท่องไว้เป็นดีเชิญชวนเด็กไทยทั้งหลายรักษาใจกายให้หมดราคี ทำตามศีลห้าข้อนี้เพื่อโลกจะมีความสุขจริงเอย ฯ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ศูนย์นำจิตใจชนทั่วไปไม่ให้เศร้าหมองพบทางสุขสันต์ด้วยธรรมะอันเรืองรอง ให้แสงธรรมฉายส่องไปทั่วแดนโลกามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นำชนทั่วไปให้มีใจรักศาสนาสมความมุ่งหมายแห่งองค์พระศาสดา หวังให้ชนทั่วหน้าสู่แดนพุทธธรรม *พระปิยะมหาราชเข้า ผ่านเกล้าทรงพระปรีชาเลิศล้ำทรงก่อตั้งสถาบันเล่าเรียนพระธรรม จึงได้มีคำมหาจุฬาลงกรณ์ชาวพุทธทุกคนจงมาร่มพร้อมเพรียงกัน รักสถาบันด้วยใจอันสุขสโมสรรักษาถิ่นนี้ให้ดำรงสถาพร โลกเล่าลือกระฉ่อนเป็นศูนย์นำทางใจ (*ซ้ำ) ฯ
มหาจุฬารำลึก มหาจุฬาฯ เป็นสง่าเมื่อคราได้ผล ทั่วทุกแห่งหนมืดมนหรือสว่าง ทางไกลหรือใกล้ สาดส่องสีทองเรืองเหลืออร่ามช่างงามจับใจ รังษีแผ่ไปทั่วในนัคราและป่าดงดอน ชาวมหาจุฬานบน้อมบูชามหาจักรินทร์ เทิดองค์ภูมินทร์มหาราชาจุฬาลงกรณ์ พระผู้เมตตาทรงกรุณาพระเกื้ออาทร ดุจดั่งบิดรอาวรณ์วิสุทธิ์ต่อบุตรของตน ยามเราพรากจากกันคืนวันเดือนผ่านปีพันใส่ในกมลไม่ลืมเลือนแรมรามหาจุฬาฯ แหล่งพักศึกษาวิชาร่วมกันให้รักกันไว้เรียงร้อยดวงใจในสามัคคีทูนศักดิ์ศรีความดียืดมั่นชั่วกาลนิรันดร์ ช่วยกันผดุงมุ่งหมายเทิดธรรมตามใจในสามัคคี ในเชิงเชี่ยวชาญพระพุทธศาสน์ปราชญ์มหาจุฬา ฯ ธรรมเป็นอำนาจ(เกริ่น) ธรรมคือคุณากร คำสอนพุทธศาสดา ผองเราชาวไทย ในร่มพุทธศาสนาตามรอยพระบาทศาสดา พาสูงส่ง พระพุทธศาสน์ คู่ชาติไทยยั่งยืนยงอยู่ดำรง คงประจักษ์เป็นหลักผูกพัน หลักธรรมเลิศล้ำอมตะ พึงละโลภโมห์โทสันเมตตาปรานีกันและกัน ยึดถือมั่นสุขสันต์สวัสดี(เกริ่น) ถือสุจริตธรรมเป็นอำนาจ ออกฟาดฟันชั่วร้ายราคี พระธรรมคำสั่งสอน ให้สังวรถึงความชั่วดีศีลธรรมมนุษย์ธรรมแม้นมี เป็นเครื่องชี้พบประตูสู่สุขสันต์ถือสุจริตธรรมเป็นอำนาจ ย่อมสะอาดประเสริฐเฉิดฉันท์ชั่วดีพึงรู้มืออยู่คู่กัน ทำสิ่งไหนได้สิ่งนั่นทุกท่านไป นโม พุทธธรรม น้อมนำสำราญฤทัยละชั่วพ้นไกล ล้างใจมิให้ผองพาน พุทธ คือองค์ทรงธรรม ธรรมะคือธรรมตระการสังฆะนำมาประทาน เรานำดวงมาน บูชา ฯ
สัมพุทธการุญ- ญภาพนั้นนิรันดร ฯ (กราบ) บทสวดพระธรรมคุณ (ภาษาบาลี)(หัวหน้านำ) สวากขาโต (รับพร้อมกัน) ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก อะกาลิโก, เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหี-ติ บทสวดพระธรรมคุณ (ทำนองสรภัญญะ(หัวหน้านำ) ธรรมะคือคุณากร (รับพร้อมกัน) ส่วนชอบสาธรดุจดวงประทีปชัชวาล แห่งองค์พระศาสดาจารย์ ส่วนสัตว์สันดานสว่างกระจ่างใจมล ธรรมใดนับโดยมรรคผล เป็นแปดพึงยลและเก้ากับทั้งนฤพาน สมญาโลกอุดาพิศดาร อันลึกโอฬารพิสุทธิ์พิเศษสุกใส อีกธรรมต้นทางครรไล นามขนานขานไขปฏิบัติปริยัติเป็นสอง คือทางดำเนินดุจคลอง ให้ล่วงลุปองยังโลกอุดรโดยตรง ข้า ฯขอโอนอ่อนอุตมงค์ นบธรรมจำนงด้วยจิตและกายวาจา ฯ (กราบ) บทสวดพระสังฆคุณ (ภาษาบาลี)(หัวหน้านำ) สุปะฏิปันโน (รับพร้อมกัน) ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะ ปุคคลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชลีกะระณีโย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสา – ติ ฯ
บทสวดพระสังฆคุณ (ทำนองสรภัญญะ)(หัวหน้า) สงฆ์ใดสาวกศาสดา (รับพร้อมกัน) รับปฏิบัติมาแต่องค์สมเด็จภควันต์ เห็นแจ้งจตุสัจเสร็จบรร- ลุทางที่อันระงับและดับทุกข์ภัย โดยเสด็จพระผู้ตรัสไตร ปัญญาผ่องใสสะอาดและปราศมัวหมอง เหินห่างทางข้าศึกปอง บ มิลำพองด้วยกายและวาจาใจ เป็นเนื้อบุญอันไพ- ศาลแด่โลกัยและเกิดพิบูลย์พูนผล สมญาเอารสทศพล มีคุณอนนต์อเนกจะนับเหลือตรา ข้า ฯ ขอนบหมู่พระศรา- พกทรงคุณานุคุณประดุจรำพัน ด้วยเดชบุญข้าอภิวันท์ พระไตรรัตน์อันอุดมดิเรกนิรัติศัย จงช่วยขจัดโพยภัย อันตรายใดใดจงดับและกลับเสื่อมสูญ (กราบ) บทสวดชะยะสิทธิคาถา (ภาษาบาลี)(หัวหน้านำ) พาหุง (รับพร้อมกัน) สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวามุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะสิทธิ นิจจัง ฯ บทสวดชะยะสิทธิคาถา (ทำนองสรภัญญะ)(หัวหน้านำ) ปางเมื่อพระองค์ปะระมะพุท- (รับพร้อมกัน) ธะวิสุทธะศาสดาตรัสรู้อนุตตะระสะมา- ธิ ณ โพธิบัลลังก์ ขุนมารสหัสสะพหุพา- หุวิชาวิชิตขลังขี่คีริเมขะละประทัง คชะเหี้ยมกระเหิมหาญ แสร้งเสดสะราวุธะประดิษฐ์ กละคิดจะรอนราญ
รุมพลพลพยุหะปาน พระสมุททะนองมา หวังเพื่อผจญวะระมุนิน- ทะสุชินะราชาพระปราบพหลพยุหะมา- ระมะเลืองมะลายสูญ ด้วยเดชะองค์พระทศพล สุวิมละไพบูลย์ทานาทิธรรมะวิธิกูล ชนะน้อมมโนตาม ด้วยเดชะสัจจะวะจะนา และนะมามิองค์สามของจงนิกรพละสยาม ชนะสิทธิทุกวาร ถึงแม้จะมีอริวิเศษ พละเดชะเทียมมารขอไทยผจญพิชิตะผลาญ อริแม้นมุนินทร ฯ (กราบ ๓ครั้ง) บทสวดระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อิมินา สักกเรนะ ข้าขอน้อมสักการะบูชาองค์เสด็จพระศาสดา ผู้ทรงปัญญาและบารมีทรงสง่าด้วยราศรี ประเสริฐเลิศดีมีพระคุณท่านมีเมตตาเกื้อหนุน แผ่บุญค้ำจุนให้พ้นภัย ท่านเป็นประทีปดวงสดใส ให้กำเนิดรัตนตรัยดวงงามองค์แห่งรัตนะมีสาม ระบือนามไปทั่วธานีองค์พระพุทธชินศรี ตรัสรู้ชอบดีในพระธรรมชาวพุทธทุกคนจงจดจำ ช่วยกันแนะนำให้แพร่ไป ทุกคนจะเสื่อมใส พระธรรมนำสุขให้แพร่ไปผู้แนะนำซึ่งคำสั่งสอน คือศิษย์พระชินวรทุกองค์มวลหมู่พระภิกษุสงฆ์ ได้ดำรงพระศาสนามาลุกขอก้มกราบวันทา พุทธศาสนา จงถาวรเทอญ ฯ บทสวดระลึกถึงคุณบิดามารดา อิมินา สักกาเรนะ ข้อขอกราบสักการะบูชาอันพระบิดามารดา ข้าของน้อมระลึกคุณท่านมีเมตตาการุณ อุปการะคุณต่อบุตรธิดาได้ให้กำเนิดลูกมา ทั้งการศึกษาและอบรม
ถึงแม้นลำบากขื่นขม ทุกข์ระทมสักเพียงไร ท่านไม่เคยหวั่นไว ต่อสิ่งใดที่เลี้ยงที่มาพระคุณท่านล้นฟ้า ยิ่งกว่าธาราและแผ่นดินลูกขอบูชาเป็นอาจินต์ ตราบจนสิ้นดวงชีวาขอปวงเทพไท้รักษา พระบิดามารดาของข้า ฯ เทอญ. บทสวดระลึกคุณครูอาจารย์ อิมินา สักกาเรนะ ข้าขอน้อมสักการะบูชาอันคุณครูบาอาจารย์ ผู้ให้การศึกษาและอบรมเริ่มต้นจากวัยประถม ให้วิทยาคมเสมอมาเพิ่มพูนสติและปัญญา อีกวิชาศีลธรรมประจำตน ศิษย์ที่ดีต้องหมั่นฝึกฝน ให้ประพฤติตนตลอดไปจงสังวรสำรวมเองไว้ ทั้งกายใจให้มั่งคงตั้งจิตไว้ให้เที่ยงตรง เพื่อจรรโลงในพระคุณขอผลบุญโปรดจงเกื้อหนุน อาจารย์ผู้มีพระคุณทุกท่านเทอญ. บทสวดแผ่เมตตา แผ่เมตตาให้แก่ตนเอง อะหัง อะเวโร โหมิ ขอข้าพเจ้าอย่าผูกเวรกับใคร ๆ เลย อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอข้าพเจ้าอย่าเบียดเบียนใคร ๆ เลย อะหัง อะนีโฆ โหมิ ขอข้าพเจ้าอย่ามีความทุกข์ใด ๆ เลย อะหัง สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ ขอข้าพเจ้าจงมีความสุขรักษาตนอยู่เถิด. แผ่เมตตาให้แก่คนทั่วไป สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรต่อ กันและกันเลย อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียด เบียนซึ่งกันและกันเลย
สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจรักษาตนให้ พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด. บทกรวดน้ำแบบย่อ อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขอบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอให้ญาติทั้งหลาย จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด ฯ ขอเดชะ ตั้งจิต อุทิศผล บุญกุศลแผ่ไปให้ไพศาลถึงบิดา มารดา ครูอาจารย์ ทั้งลูกหลาน ญาติมิตรสนิทกันทั้งคนเคย ร่วมงาน การทั้งหลาย ขอให้ได้ในกุศล ผลของฉันทั้งเจ้ากรรม นายเวร และเทวัญ ขอให้ท่าน ได้กุศล ผลนี้เทอญ. บทสวดกรวดน้ำอิมินาคำกลอน ด้วยบุญกรรม ที่ข้าได้ทำ ด้วยกายวาจา อีกทั้งน้ำใจ เสื่อมใสศรัทธา วันนี้จงมาอวยผลบันดาลให้คุณครูบา อาจารย์แห่งข้า ฯ ผู้มีอุปการ มารดาบิดา ญาติกาวงศ์วาร จงสุขสำราญ ทั่วหน้ากัน สุริยันจันทรา องค์พระราชา ผู้ผ่านภพไตร ผู้มีพระคุณ ทุกรุ่นทุกวันขอจงมาได้รับเอาส่วนบุญอินทร์ พรหมยมยักษ์ เสื้อเมืองเรืองศักดิ์ ทรงเมือการัณย์ เพื่อฝูงทั่วไป เคยได้อุดหนุน เทพผู้ทรงคุณสี่โลกบาล มนุษย์และสัตว์ คู่แค้นเคืองขัด จองเวรล้างผลาญ ล่วงเกินไว้ ด้วยใจเป็นพาล ขอจงเกษมศานต์เลิกจองเวรภัย เชิญรับกุศลที่ข้าแผ่ผล อุทิศส่งให้ แล้วจงสำราญ เบิกบานใจ จนกว่าจะได้ลุถึงนิพพาน ด้วยบุญญะกรรม พร้อมทั้งถ้อยคำ อุทิศพิษฐาน ดังว่ามานี้เป็นที่ชื่นบาน ขอจงบันดาลฉันพลันทันใด ให้บรรลุ ธรรมจักษุ โพธาพิสมัย ตัดอุปาทาน ตัณหาขาดไป สันดานผ่องใส จากธรรมเลวทรามสติปัญญา ความเพียรแก่กล้า ความคิดดีงาม ทุกชาติทุกภพ ประสบแต่ความสุขอย่างสวยงาม ตราบเท่านฤพาน มาราธิราช อย่าได้โอกาสตามผจญผลาญ มุ่งทำสิ่งใด ขอให้การงานสำเร็จสำราญ ตลอดปลอดภัย เดชะพระพุทธ พระธรรมบริสุทธิ์ พระสงฆ์เป็นใหญ่ จงเป็นที่พึ่งกำจัดเวรภัย อันตรายทั่วไปนิราศเทอญ. บทสวดคาถาโพธิบาท (คาถาป้องกันภัยทั้งสิบทิศ) บูรพารัสมิง พระพุทธะคุณัง บูรพารัสมิง พระธรรมเมตัง บูรพารัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะ โรคะภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุรักขันตุ ฯ
รอบต่อไปเปลี่ยนที่ขีดเส้นใต้ดังนี้1. อาคะเณรัสมิง 2. ทักษิณรัสมิง 3. หรดีรัสมิง4. ปัจฉิมรัสมิง 5. พายัพรัสมิง 6. อุดรรัสมิง7. อิสาณรัสมิง 8. อากาศรัสมิง 9. ปฐวีรัสมิง ฯ คำอาราธนาศีล 5 มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถานะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สิลานิ ยาจามะฯทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สิลานิ ยาจามะ ฯตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุ รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามิ ฯ คำสามาทานศีล 51. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการฆ่าสัตว์2. อทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้3. กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบทเว้นจากการประพฤติผิดในกาม4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากพูดเท็จ5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบทเว้นจากการดื่มสุราเมรัย คำอาราธนาพระปริตร วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยาสัพพะทุกขะ วินาสายะ ปรัตตัง พรูถะ มังคะลัง ฯ วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยาสัพพะภะยะ วินาสายะ ปริตตัง พรูถะ มังคะลัง ฯ วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยาสัพพะโรค วินาสายะ ปรัตตัง พรูถะ มังคะลัง ฯ
คำอาราธนาธรรม พรัหมา จะ โลกาธิปะติ สะหัมปะติ กัตอัญชลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ สันตีธะ สัตตาปปะระชักขะชาติกา เทเสตุ ธัมมัง อนุกัมปิมังปะชัง ฯ คำอาราธนาธรรม (แปล คำกลอน) ท้าวสหัมบดีพรหม เป็นบรมในพรหมา ทรงมีฤทธิศักดา กว่าบริษัททุกหมู่พรหม น้อมหัตถ์นมัสการ ประดิษฐานนาภีพรหม ควรแล้วจึงบังคมชุลีบาทพระสัมมา ขอพรอันประเสริฐวะระเลิศมโหฬาร์ ว่าสัตว์ในโลกา กิเลสน้อยก็ยังมี เชิญองค์สุคตญาณ พิชิตมารมุนีศรี โปรดปวงประชาชี ตามวิถีแห่งมรรคผล สมเด็จพระจอมปราชญ์ ผู้โลกนาถทศพล ทรงรับพรหมนิมนต์จรดลแสดงธรรม นิมนต์เถิดท่านเจ้าข้า ผู้ปรีชาประเสริฐล้ำโปรดแสดงพระสัทธรรมเทศนาและ เพื่อให้สำเร็จผล แก่ปวงชน บรรดามีสบสุขเกษมศรี บุญนิธีในธรรมเทอญ. บทสวดบูชาคุณครู-อาจารย์ ข้าขอรำลึกคุณ ของครูบาพระอาจารย์ อบรมบ่มดวงมาลย์ เป็นสะพานให้ก้าวเดิน ๆชี้ทางอันอำไพ ด้วยน้ำใจน่าสรรเสริญ บุญคุณสุดประเมิน ศิษย์จำเดินตามแนวทาง ๆสอนธรรมอันล้ำค่า ดั่งแสงทองส่องฟ้าสาง ชื่นใจไม่จืดจาง เป็นแบบอย่างทางความดี ๆสอนให้อภัยกัน ร่วมสร้างสรรสามัคคี รู้รักในศักดิ์ศรี คุณค่ามีอยู่ที่ใจ ๆให้มั่นในพระคุณ กตัญญูนั้นยิ่งใหญ่ ศีลนั้นเป็นบันได และสมาธิ-ปัญญา ๆเช้าค่ำหมั่นพร่ำสอน เอื้ออาทรต่อศิษยา เหน็ดเหนื่อยก็ไม่ว่า ขอเพียงให้ศิษย์ได้ดีสำนึกในพระคุณ ที่การุณย์และปราณี ศิษย์นี้จะทำดี ชั่วชีวีไม่ขอลืม บทสวดของขมาอำลาอาลัย ธูปเทียนพานดอกไม้ ยกขึ้นไหว้เพื่อขอขมา กรรมใดศิษย์เคยทำ เป็นบาปกรรมหยาบต่ำช้ากรรมนั้นกายวาจา เจตนาทำผิดไป ต่อมาไม่ทำอีกแล้ว ตั้งใจแน่วเพื่อการศึกษาแทนคุณพระศาสนา ศิษย์สัญญาจะทำดี ลาแล้วศิษย์ขอลา จากบรรดาผู้มีคุณขอพรคุณครูอาอาจารย์ ขอให้ท่านได้เกื้อกูล ให้ศิษย์ได้เพิ่มพูน ร่วมสร้างบุญคือความดีอบรมบ่มนิสัย ฝึกกายใจให้ดีงาม ทำตามพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์นำให้ทำดีๆ
นะโมก่อนนอนก่อนนอนคือนี้สวดมนต์ก่อนนะ กราบไหว้คุณพระ นะโม 3 หน หนูใหญ่ หนูเล็กเด็กดีทุกคนจงหมั่นสวดมนต์ให้จำขึ้นใจ ก่อนนอนคือนี้ สวดมนต์ก่อนนะ กราบไว้คุณพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั่นไงขอพรคุ้มภัยให้หนูแจ่มใสเบิกบาน ก่อนนอนคืนนี้ หนูอย่างลืมนะ กราบไหว้คุณพระแล้วท่อง นะโม “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโค อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 ครั้ง)ฯ ศีล 5เชิญชวนเด็กไทยทั้งหลาย รักษาใจกายให้หมดราคี เตรียมพร้อมเพื่อเป็นเด็กดี สังคมจะมีความสำราญ เราจงยึดมั่นในศีล 5 เพราะนำพาพ้นจากภัยพาล หนึ่ง เว้นฆ่าสัตว์ทรมาน สอง ไม่ต้องการลักขโมยของใคร สาม ไม่ผิดประเวณี สี่ ไม่มีพูดปดใด ๆ ห้า สุราหลีกไกล ศีลห้าจำได้ท่องไว้เป็นดีเชิญชวนเด็กไทยทั้งหลายรักษาใจกายให้หมดราคี ทำตามศีลห้าข้อนี้เพื่อโลกจะมีความสุขจริงเอย ฯ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ศูนย์นำจิตใจชนทั่วไปไม่ให้เศร้าหมองพบทางสุขสันต์ด้วยธรรมะอันเรืองรอง ให้แสงธรรมฉายส่องไปทั่วแดนโลกามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นำชนทั่วไปให้มีใจรักศาสนาสมความมุ่งหมายแห่งองค์พระศาสดา หวังให้ชนทั่วหน้าสู่แดนพุทธธรรม *พระปิยะมหาราชเข้า ผ่านเกล้าทรงพระปรีชาเลิศล้ำทรงก่อตั้งสถาบันเล่าเรียนพระธรรม จึงได้มีคำมหาจุฬาลงกรณ์ชาวพุทธทุกคนจงมาร่มพร้อมเพรียงกัน รักสถาบันด้วยใจอันสุขสโมสรรักษาถิ่นนี้ให้ดำรงสถาพร โลกเล่าลือกระฉ่อนเป็นศูนย์นำทางใจ (*ซ้ำ) ฯ
มหาจุฬารำลึก มหาจุฬาฯ เป็นสง่าเมื่อคราได้ผล ทั่วทุกแห่งหนมืดมนหรือสว่าง ทางไกลหรือใกล้ สาดส่องสีทองเรืองเหลืออร่ามช่างงามจับใจ รังษีแผ่ไปทั่วในนัคราและป่าดงดอน ชาวมหาจุฬานบน้อมบูชามหาจักรินทร์ เทิดองค์ภูมินทร์มหาราชาจุฬาลงกรณ์ พระผู้เมตตาทรงกรุณาพระเกื้ออาทร ดุจดั่งบิดรอาวรณ์วิสุทธิ์ต่อบุตรของตน ยามเราพรากจากกันคืนวันเดือนผ่านปีพันใส่ในกมลไม่ลืมเลือนแรมรามหาจุฬาฯ แหล่งพักศึกษาวิชาร่วมกันให้รักกันไว้เรียงร้อยดวงใจในสามัคคีทูนศักดิ์ศรีความดียืดมั่นชั่วกาลนิรันดร์ ช่วยกันผดุงมุ่งหมายเทิดธรรมตามใจในสามัคคี ในเชิงเชี่ยวชาญพระพุทธศาสน์ปราชญ์มหาจุฬา ฯ ธรรมเป็นอำนาจ(เกริ่น) ธรรมคือคุณากร คำสอนพุทธศาสดา ผองเราชาวไทย ในร่มพุทธศาสนาตามรอยพระบาทศาสดา พาสูงส่ง พระพุทธศาสน์ คู่ชาติไทยยั่งยืนยงอยู่ดำรง คงประจักษ์เป็นหลักผูกพัน หลักธรรมเลิศล้ำอมตะ พึงละโลภโมห์โทสันเมตตาปรานีกันและกัน ยึดถือมั่นสุขสันต์สวัสดี(เกริ่น) ถือสุจริตธรรมเป็นอำนาจ ออกฟาดฟันชั่วร้ายราคี พระธรรมคำสั่งสอน ให้สังวรถึงความชั่วดีศีลธรรมมนุษย์ธรรมแม้นมี เป็นเครื่องชี้พบประตูสู่สุขสันต์ถือสุจริตธรรมเป็นอำนาจ ย่อมสะอาดประเสริฐเฉิดฉันท์ชั่วดีพึงรู้มืออยู่คู่กัน ทำสิ่งไหนได้สิ่งนั่นทุกท่านไป นโม พุทธธรรม น้อมนำสำราญฤทัยละชั่วพ้นไกล ล้างใจมิให้ผองพาน พุทธ คือองค์ทรงธรรม ธรรมะคือธรรมตระการสังฆะนำมาประทาน เรานำดวงมาน บูชา ฯ
สังคหะ4
ต่อจาก...สังคหะ3
โดยนัยนี้ จึงเป็นอันอนุมานได้ว่าโลหิตมีอยู่ ณ ที่ใด จิตใจก็อาศัยอยู่ ณ ที่นั้นได้ แต่อวัยวะที่
เป็นศูนย์สูบฉีดโลหิตที่สำคัญที่สุดนั้นได้แก่หัวใจ โบราณจึงถือว่าจิตอยู่ที่หัวใจ
ชีวิตรูป : ชีวิตรูป แปลว่า รูปที่ทำให้ดำรงอยู่ ทำให้เป็นอยู่ได้ หมายความว่า ทำให้
กรรมชรูป (รูปเกิดจากกรรม เช่น ปสาทรูป และภาวรูป เป็นต้น) ดำรงอยู่ได้ โดยชีวิตรูปนี้
ทำหน้าที่ธำรงสหชาตรูป (รูที่เกิดร่วมกับตน คือกรรมชรูป) มิได้สลายไป กล่าวคือ ตา หู
จมูก-ลิ้น กาย เป็นต้น ที่สามารถทำหน้าที่ได้อยู่ ยังเป็นอยู่ได้ ก็เพราะมีชีวิตรูปรักษาไว้ ธำรงไว้
ตลอดอายุ
อาหารรูป : อาหารรูป แปลว่า รูปที่เป็นอาหาร ได้แก่โอชาที่อยู่ในอาหารที่บริโภค ซึ่ง
อาหารรูปนี้จะทำให้รูปกายดำรงอยู่และเจริญเติบโต ทั้งสนับสนุนรูปกายให้มีความแข็งแรง ถ้าขาด
อาหารเด็ดขาดแล้วรูปกายก็จะดำรงอยู่ไม่ได้
ปริจเฉทรูป : ปริจเฉทรูป แปลว่า รูปที่เป็นช่องคั่น หมายความว่าช่องว่างระหว่างรูปต่อ
รูป กล่าวคือระหว่างรูปต่างๆ ที่เบียดกันอยู่นั้นมีช่องว่างคั่นอยู่ตลอดไป เช่น ระหว่างเนื้อกับหนัง
ระหว่างเอ็นกับกระดูก ระหว่างเซลล์ต่อเซลล์ ตลอดระหว่างปรมาณูต่อปรมาณู ย่อมมีช่องว่าง
คั่นอยู่ทั้งสิ้น ช่องว่างที่คั่นอยู่นั้นเรียกว่าปริจเฉทรูปนี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อกาสรูป
วิญญัตติรูป ๒ : วิญญัตติรูป แปลว่า รูปที่บอกให้รู้ความหมาย ให้เข้าใจความประสงค์
มี ๒ ชนิด คือ กายวิญญัตติ และวจีวิญญัตติ
กายวิญญัตติ แปลว่า รูปที่บอกให้รู้ความหมายทางกาย การเคลื่อนไหวทางกาย เช่น
การกวักมือเรียก การพยักหน้า การสั่นศีรษะ การเดิน การวิ่ง เป็นต้น
วจีวิญญัตติ แปลว่า รูปที่บอกความหมายทางคำพูด ได้แก่การพูด การเปล่งวาจา
เช่น พูดถาม พูดตอบ เรียก ขาน เป็นต้น
วิการรูป ๓ : วิการรูป แปลว่า รูปที่บอกอาการเปลี่ยนแปลง มี ๓ ชนิด คือ ลหุตา
มุทุตา และกัมมัญญตา
ลหุตา แปลว่า ความเบาแห่งรูป ได้แก่ความว่องไว ความกระปรี้กระเปร่า ความ
กระฉับกระเฉง ความไม่อืดอาด เป็นต้น
มุทุตา แปลว่า ความอ่อนแห่งรูป ได้แก่ความคล่องตัว ความไม่กระด้าง ความ
นุ่มนวล เป็นต้น
กัมมัญญตา แปลว่า ความควรแก่การงานแห่งรูป ได้แก่ความใช้การใช้งานได้
ความเข้มแข็ง เป็นต้น
ลักขณรูป : ลักขณรูป แปลว่า รูปที่บอกลักษณะแตกต่าง บอกข้อแตกต่าง มี ๔ ชนิด
คือ อุปจยะ สันตติ ชรตา และอนิจจตา
อุปจยะ แปลว่า ความเกิดขึ้นขณะแรกแห่งรูป ได้แก่ความเกิดขึ้นครั้งแรก นับแต่
ปฏิสนธิเป็นต้นมา
สันตติ แปลว่า ความสืบต่อแห่งรูป ได้แก่การสืบแทนต่อเนื่องกันมาแห่งรูป คือ
การเจริญต่อเนื่องกันไม่ขาดสายแห่งรูป
ชรตา แปลว่า ความทรุดโทรม ความคร่ำคร่าแห่งรูป
อนิจจตา แปลว่า ความไม่เที่ยง ความไม่ยั่งยืนแห่งรูป
ข้อสังเกต อุปจยะและสันตตินั้น เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ชาติรูป (รูปคือความเกิด)
หรืออุปปาทรูป (รูปคือความเกิดขึ้น) ชรตา นั้น เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ฐิติรูป (รูปที่ดำรงอยู่)
หรือชรารูป (รูปเก่า) อนิจจตา นั้น เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ภังครูป (รูปแตกดับ) หรือมรณรูป
(รูปตาย)
สรุป
รูปขันธ์ทั้ง ๒ ประเภทใหญ่ คือทั้งมหาภูตรูป และอุปาทายรูป (รวมเป็นรูป ๒๘ อย่าง)
ดังกล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงทุกยุคทุกสมัย จึงเป็นปรมัตถสัจจะ คือเป็นของจริงจริงๆ เป็น
สภาวะที่จริงแท้ และของจริงนี้เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของชีวิต
วิญญาณขันธ์ (จิต)
กามาวจรจิต
กามาวจรจิต แปลว่า จิตที่เกาะเกี่ยวอยู่ในกาม ติดอยู่ในกาม ผูกพันอยู่ในกาม คำว่า
กาม ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่น่ารักน่าใคร่ สิ่งที่ล่อใจให้เกิดความโลภ ความโกรธ และความหลง
อันได้แก่กามคุณ ๕ คือ รูป (สี) เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ จิตที่เกาะเกี่ยวอยู่ ติดอยู่
ผูกพันอยู่ในกามคุณ ๕ นี้ เรียกว่า กามาวจรจิต ถ้าว่าโดยภูมิก็ได้แก่จิตที่อยู่ในระดับกามวจรภูมิ
ทั้ง ๑๑ ภูมิ คือ อบายภูมิ ๔ (ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย และดิรัจฉาน) มนุษย์ ๑
สวรรค์ ๖ ภูมิ ซึ่งภูมิทั้ง ๑๐ ภูมินี้เรียกว่า กามาวจรภูมิ หรือกามภูมิ แปลว่าภูมิที่เกาะเกี่ยวอยู่ในกาม.
จิตที่อยู่ในระดับกามวจรภูมินี้จึงเรียกว่า กามาวจรจิต
กามาวจรจิตนั้นมี ๕๔ ดวง แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ
(๑) กุศลจิต ๘
(๒) อกุศลจิต ๑๒
(๓) อัพยากตจิต ๓๔
รวม ๕๔ ดวง
กุศลจิต ๘ : กุศลจิต แปลว่าจิตที่เป็นกุศล เป็นจิตระงับกิเลส เป็นจิตที่เป็นบุญคือ
จิตที่ดีงาม เป็นจิตที่ให้คุณ มี ๘ ดวง คือ
(๑) โสมนสฺสสหคตํ ตาณสมฺปยุตฺตํ อสฺงขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความดีใจ ประกอบด้วยญาณ ไม่มีสิ่งชักจูง
(๒) โสมนสฺสสหคตํ ตาณสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความดี ประกอบด้วยญาณ มีสิ่งชักจูง
(๓) โสมนสฺสสหคตํ ตาณวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความดีใจ ปราศจากญาณ ไม่มีสิ่งชักจูง
๑๔
(๔) โสมนสฺสสหคตํ ตาณวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความดีใจ ปราศจากญาณ มีสิ่งชักจูง
(๕) อุเปกฺขาสหคตํ ตาณสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความเฉย ประกอบด้วยญาณ ไม่มีสิ่งชักจูง
(๖) อุเปกฺขาสหคตํ ตาณสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความเฉย ประกอบด้วยญาณ มีสิ่งชักจูง
(๗) อุเปกฺขาสหคตํ ตาณวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความเฉย ปราศจากญาณ ไม่มีสิ่งชักจูง
(๘) อุเปกฺขาสหคตํ ตาณวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
จิตที่พร้อมกับความเฉย ปราศจากญาณ มีสิ่งชักจูง
กุศลจิตดวงแรก เป็นจิตที่เกิดขึ้นร่วมกับความดีใจ เพราะปรารภอารมณ์ คือ รูป
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือธรรมารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ขณะเดียวกันก็มีญาณ คือความรู้
เป็นสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น ไม่มีสิ่งชักจูง คือ เกิดขึ้นเอง เช่น เมื่อปรารภไทยธรรมและปฎิคาหก
ที่มีพร้อมและดีพร้อม หรือปรารภเหตุที่ทำให้เกิดความดีใจอย่างอื่นแล้วมีความร่าเริงยินดี
เกิดสัมมาทิฏฐิ เห็นว่าทานที่ถวายแล้วย่อมมีผลอย่างแน่นอน ทั้งมิได้ท้อถอย ได้ทำบุญ
ต่างๆ เช่นถวายทานเป็นต้น โดยไม่มีใครกระตุ้นเตือน อย่างนี้ชื่อว่าทำบุญด้วยกุศลจิต
ดวงแรก คือมีกุศลจิตดวงแรกเกิดขึ้นจึงทำบุญ
กุศลจิตดวงที่สอง ก็เป็นเช่นเดียวกับกุศลจิตดวงแรก ต่างแต่เป็นจิตมีสิ่งชักจูง จึง
เกิดขึ้นได้ เช่น เมื่อปรารถนาไทยธรรมและปฏิคาหกที่มีพร้อมและดีพร้อม หรือปรารภเหตุที่ทำให้
เกิดความดีใจอย่างอื่นแล้วมีความร่าเริงยินดี เกิดสัมมาทิฏฐิเห็นว่าทานที่ถวายแล้วย่อมมีผลอย่าง
แน่นอน แต่ยังมีความท้อถอยอยู่ ต่อเมื่อมีผู้อื่นกระตุ้นเตือนจึงทำบุญถวายทานเป็นต้น อย่างนี้
ชื่อว่าทำบุญด้วยกุศลจิตดวงที่สอง คือมีกุศลจิตดวงที่สองเกิดขึ้นจึงได้ทำบุญ
กุศลจิตดวงที่สาม เป็นจิตที่เกิดขึ้นพร้อมกับความดีใจ และไม่มีสิ่งชักจูงเช่นเดียวกับ
กุศลจิตสองดวงแรก แต่เป็นจิตที่ปราศจากญาณ ปราศจากปัญญา ไม่ทราบเหตุผลในการทำความดี
แต่ทำไปด้วยความดีใจ เช่น พวกเด็กๆ ที่ยังไม่เดียงสา ได้พบเห็นบิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่
โดยนัยนี้ จึงเป็นอันอนุมานได้ว่าโลหิตมีอยู่ ณ ที่ใด จิตใจก็อาศัยอยู่ ณ ที่นั้นได้ แต่อวัยวะที่
เป็นศูนย์สูบฉีดโลหิตที่สำคัญที่สุดนั้นได้แก่หัวใจ โบราณจึงถือว่าจิตอยู่ที่หัวใจ
ชีวิตรูป : ชีวิตรูป แปลว่า รูปที่ทำให้ดำรงอยู่ ทำให้เป็นอยู่ได้ หมายความว่า ทำให้
กรรมชรูป (รูปเกิดจากกรรม เช่น ปสาทรูป และภาวรูป เป็นต้น) ดำรงอยู่ได้ โดยชีวิตรูปนี้
ทำหน้าที่ธำรงสหชาตรูป (รูที่เกิดร่วมกับตน คือกรรมชรูป) มิได้สลายไป กล่าวคือ ตา หู
จมูก-ลิ้น กาย เป็นต้น ที่สามารถทำหน้าที่ได้อยู่ ยังเป็นอยู่ได้ ก็เพราะมีชีวิตรูปรักษาไว้ ธำรงไว้
ตลอดอายุ
อาหารรูป : อาหารรูป แปลว่า รูปที่เป็นอาหาร ได้แก่โอชาที่อยู่ในอาหารที่บริโภค ซึ่ง
อาหารรูปนี้จะทำให้รูปกายดำรงอยู่และเจริญเติบโต ทั้งสนับสนุนรูปกายให้มีความแข็งแรง ถ้าขาด
อาหารเด็ดขาดแล้วรูปกายก็จะดำรงอยู่ไม่ได้
ปริจเฉทรูป : ปริจเฉทรูป แปลว่า รูปที่เป็นช่องคั่น หมายความว่าช่องว่างระหว่างรูปต่อ
รูป กล่าวคือระหว่างรูปต่างๆ ที่เบียดกันอยู่นั้นมีช่องว่างคั่นอยู่ตลอดไป เช่น ระหว่างเนื้อกับหนัง
ระหว่างเอ็นกับกระดูก ระหว่างเซลล์ต่อเซลล์ ตลอดระหว่างปรมาณูต่อปรมาณู ย่อมมีช่องว่าง
คั่นอยู่ทั้งสิ้น ช่องว่างที่คั่นอยู่นั้นเรียกว่าปริจเฉทรูปนี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อกาสรูป
วิญญัตติรูป ๒ : วิญญัตติรูป แปลว่า รูปที่บอกให้รู้ความหมาย ให้เข้าใจความประสงค์
มี ๒ ชนิด คือ กายวิญญัตติ และวจีวิญญัตติ
กายวิญญัตติ แปลว่า รูปที่บอกให้รู้ความหมายทางกาย การเคลื่อนไหวทางกาย เช่น
การกวักมือเรียก การพยักหน้า การสั่นศีรษะ การเดิน การวิ่ง เป็นต้น
วจีวิญญัตติ แปลว่า รูปที่บอกความหมายทางคำพูด ได้แก่การพูด การเปล่งวาจา
เช่น พูดถาม พูดตอบ เรียก ขาน เป็นต้น
วิการรูป ๓ : วิการรูป แปลว่า รูปที่บอกอาการเปลี่ยนแปลง มี ๓ ชนิด คือ ลหุตา
มุทุตา และกัมมัญญตา
ลหุตา แปลว่า ความเบาแห่งรูป ได้แก่ความว่องไว ความกระปรี้กระเปร่า ความ
กระฉับกระเฉง ความไม่อืดอาด เป็นต้น
มุทุตา แปลว่า ความอ่อนแห่งรูป ได้แก่ความคล่องตัว ความไม่กระด้าง ความ
นุ่มนวล เป็นต้น
กัมมัญญตา แปลว่า ความควรแก่การงานแห่งรูป ได้แก่ความใช้การใช้งานได้
ความเข้มแข็ง เป็นต้น
ลักขณรูป : ลักขณรูป แปลว่า รูปที่บอกลักษณะแตกต่าง บอกข้อแตกต่าง มี ๔ ชนิด
คือ อุปจยะ สันตติ ชรตา และอนิจจตา
อุปจยะ แปลว่า ความเกิดขึ้นขณะแรกแห่งรูป ได้แก่ความเกิดขึ้นครั้งแรก นับแต่
ปฏิสนธิเป็นต้นมา
สันตติ แปลว่า ความสืบต่อแห่งรูป ได้แก่การสืบแทนต่อเนื่องกันมาแห่งรูป คือ
การเจริญต่อเนื่องกันไม่ขาดสายแห่งรูป
ชรตา แปลว่า ความทรุดโทรม ความคร่ำคร่าแห่งรูป
อนิจจตา แปลว่า ความไม่เที่ยง ความไม่ยั่งยืนแห่งรูป
ข้อสังเกต อุปจยะและสันตตินั้น เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ชาติรูป (รูปคือความเกิด)
หรืออุปปาทรูป (รูปคือความเกิดขึ้น) ชรตา นั้น เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ฐิติรูป (รูปที่ดำรงอยู่)
หรือชรารูป (รูปเก่า) อนิจจตา นั้น เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ภังครูป (รูปแตกดับ) หรือมรณรูป
(รูปตาย)
สรุป
รูปขันธ์ทั้ง ๒ ประเภทใหญ่ คือทั้งมหาภูตรูป และอุปาทายรูป (รวมเป็นรูป ๒๘ อย่าง)
ดังกล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงทุกยุคทุกสมัย จึงเป็นปรมัตถสัจจะ คือเป็นของจริงจริงๆ เป็น
สภาวะที่จริงแท้ และของจริงนี้เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของชีวิต
วิญญาณขันธ์ (จิต)
กามาวจรจิต
กามาวจรจิต แปลว่า จิตที่เกาะเกี่ยวอยู่ในกาม ติดอยู่ในกาม ผูกพันอยู่ในกาม คำว่า
กาม ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่น่ารักน่าใคร่ สิ่งที่ล่อใจให้เกิดความโลภ ความโกรธ และความหลง
อันได้แก่กามคุณ ๕ คือ รูป (สี) เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ จิตที่เกาะเกี่ยวอยู่ ติดอยู่
ผูกพันอยู่ในกามคุณ ๕ นี้ เรียกว่า กามาวจรจิต ถ้าว่าโดยภูมิก็ได้แก่จิตที่อยู่ในระดับกามวจรภูมิ
ทั้ง ๑๑ ภูมิ คือ อบายภูมิ ๔ (ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย และดิรัจฉาน) มนุษย์ ๑
สวรรค์ ๖ ภูมิ ซึ่งภูมิทั้ง ๑๐ ภูมินี้เรียกว่า กามาวจรภูมิ หรือกามภูมิ แปลว่าภูมิที่เกาะเกี่ยวอยู่ในกาม.
จิตที่อยู่ในระดับกามวจรภูมินี้จึงเรียกว่า กามาวจรจิต
กามาวจรจิตนั้นมี ๕๔ ดวง แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ
(๑) กุศลจิต ๘
(๒) อกุศลจิต ๑๒
(๓) อัพยากตจิต ๓๔
รวม ๕๔ ดวง
กุศลจิต ๘ : กุศลจิต แปลว่าจิตที่เป็นกุศล เป็นจิตระงับกิเลส เป็นจิตที่เป็นบุญคือ
จิตที่ดีงาม เป็นจิตที่ให้คุณ มี ๘ ดวง คือ
(๑) โสมนสฺสสหคตํ ตาณสมฺปยุตฺตํ อสฺงขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความดีใจ ประกอบด้วยญาณ ไม่มีสิ่งชักจูง
(๒) โสมนสฺสสหคตํ ตาณสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความดี ประกอบด้วยญาณ มีสิ่งชักจูง
(๓) โสมนสฺสสหคตํ ตาณวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความดีใจ ปราศจากญาณ ไม่มีสิ่งชักจูง
๑๔
(๔) โสมนสฺสสหคตํ ตาณวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความดีใจ ปราศจากญาณ มีสิ่งชักจูง
(๕) อุเปกฺขาสหคตํ ตาณสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความเฉย ประกอบด้วยญาณ ไม่มีสิ่งชักจูง
(๖) อุเปกฺขาสหคตํ ตาณสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความเฉย ประกอบด้วยญาณ มีสิ่งชักจูง
(๗) อุเปกฺขาสหคตํ ตาณวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความเฉย ปราศจากญาณ ไม่มีสิ่งชักจูง
(๘) อุเปกฺขาสหคตํ ตาณวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
จิตที่พร้อมกับความเฉย ปราศจากญาณ มีสิ่งชักจูง
กุศลจิตดวงแรก เป็นจิตที่เกิดขึ้นร่วมกับความดีใจ เพราะปรารภอารมณ์ คือ รูป
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือธรรมารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ขณะเดียวกันก็มีญาณ คือความรู้
เป็นสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น ไม่มีสิ่งชักจูง คือ เกิดขึ้นเอง เช่น เมื่อปรารภไทยธรรมและปฎิคาหก
ที่มีพร้อมและดีพร้อม หรือปรารภเหตุที่ทำให้เกิดความดีใจอย่างอื่นแล้วมีความร่าเริงยินดี
เกิดสัมมาทิฏฐิ เห็นว่าทานที่ถวายแล้วย่อมมีผลอย่างแน่นอน ทั้งมิได้ท้อถอย ได้ทำบุญ
ต่างๆ เช่นถวายทานเป็นต้น โดยไม่มีใครกระตุ้นเตือน อย่างนี้ชื่อว่าทำบุญด้วยกุศลจิต
ดวงแรก คือมีกุศลจิตดวงแรกเกิดขึ้นจึงทำบุญ
กุศลจิตดวงที่สอง ก็เป็นเช่นเดียวกับกุศลจิตดวงแรก ต่างแต่เป็นจิตมีสิ่งชักจูง จึง
เกิดขึ้นได้ เช่น เมื่อปรารถนาไทยธรรมและปฏิคาหกที่มีพร้อมและดีพร้อม หรือปรารภเหตุที่ทำให้
เกิดความดีใจอย่างอื่นแล้วมีความร่าเริงยินดี เกิดสัมมาทิฏฐิเห็นว่าทานที่ถวายแล้วย่อมมีผลอย่าง
แน่นอน แต่ยังมีความท้อถอยอยู่ ต่อเมื่อมีผู้อื่นกระตุ้นเตือนจึงทำบุญถวายทานเป็นต้น อย่างนี้
ชื่อว่าทำบุญด้วยกุศลจิตดวงที่สอง คือมีกุศลจิตดวงที่สองเกิดขึ้นจึงได้ทำบุญ
กุศลจิตดวงที่สาม เป็นจิตที่เกิดขึ้นพร้อมกับความดีใจ และไม่มีสิ่งชักจูงเช่นเดียวกับ
กุศลจิตสองดวงแรก แต่เป็นจิตที่ปราศจากญาณ ปราศจากปัญญา ไม่ทราบเหตุผลในการทำความดี
แต่ทำไปด้วยความดีใจ เช่น พวกเด็กๆ ที่ยังไม่เดียงสา ได้พบเห็นบิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่
สังคหะ3
ต่อจาก....สังคหะ2
ก็กลับแข็งตัว (เกาะกุม) หรือน้ำ เมื่อถูกความร้อนก็เดือดและละลายไหล เมื่อถูกความเย็นจัดก็เกาะกุมกันจับกันเป็นน้ำแข็ง ในอาการ ๓๒ ซึ่งเป็นส่วนประกอบในร่างกายของคนและสัตว์นั้น ส่วนที่มีอาโปธาตุมากมีอยู่ ๑๒ ส่วน คือ ดี เศลษม์ หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลายน้ำมูก ไขข้อ มูตร เตโชธาตุ เป็นธาตุที่มีลักษณะร้อนหรืออบอุ่น ทำให้เกิดพลัง เป็นธาตุที่ต้องอาศัยความสัมพันธ์กับธาตุอื่นๆ แต่มีคุณสมบัติเหนือธาตุอื่นๆ ตรงที่ว่า ถ้ามีอยู่พอประมาณ ก็จะทำให้คนและสัตว์มีอายุยืนได้ วัตถุใด อวัยวะใดมีเตโชธาตุมาก วัตถุนั้น อวัยวะนั้นก็จะมีความร้อนมาก ถ้ามีพอประมาณก็จะมีความร้อนพอประมาณ พออบอุ่น แต่ถ้ามีเตโชธาตุน้อยมากก็จะเกิดความเย็น เพราะตามหลักความจริงนั้นความเย็นไม่มี มีแต่ความร้อนเท่านั้น แต่เมื่อความร้อนลดลงมากจึงเห็นเป็นความเย็น ดังนั้น เตโชธาตุถ้ามีมากหรือมีพอประมาณ จึงเรียกว่าอุณฺหเตโช (ไฟร้อน) ถ้ามีน้อยมากจนเห็นเป็นเย็นจึงเรียกว่า สีตเตโช (ไฟเย็น-อุณหภูมิลดลงต่ำ) เตโชธาตุนั้นที่มีอยู่ทั่วไปในสรรพางค์กายของคนและสัตว์ โดยเฉพาะอุณหเตโช มี๔ ชนิด คือ (๑) ไฟทำให้ร่างกายอบอุ่นพอสบาย (อุสฺมเตโช) (๒) ไฟที่ช่วยย่อยอาหาร (ปาจกเตโช) (๓) ไฟที่ทำให้ร่างกายทรุดโทรม (ชีรณเตโช) (๔) ไฟที่ทำให้ร่างกายเร่าร้อน เป็นไข้ และกระวนกระวาย (สนฺตาปนเตโช-ฑาหนเตโช) วาโยธาตุ เป็นธาตุที่มีลักษณะเคร่งตึงและไหวหรือพัดผ่านไปมา เป็นธาตุที่มีความสำคัญมากแก่คนและสัตว์ เพราะเป็นธาตุที่ทำให้ไหวกาย ไหววาจา (พูด) ได้ และทำให้ชีวิตดำรงอยู่โดยเฉพาะลมหายใจเข้าออก ถ้าหมดลมประเภทนี้ก็ต้องขาดใจตาย วาโยธาตุที่มีอยู่ทั่วไปในสรรพางค์กายและคนและสัตว์นั้น มี ๖ ชนิด คือ (๑) ลมพัดขึ้นเบื้องบน (อุทฺธงฺคมวาโย) เช่น การเรอ การหาว การไอ การจาม เป็นต้น (๒) ลมพัดลงเบื้องต่ำ (อโธคมวาโย) เช่น การผายลม ลมเบ่ง เป็นต้น
(๓) ลมในท้อง (กุจฺฉิสยวาโย) เช่น ลมที่ทำให้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ทำให้ปวดท้องเสียดท้อง เป็นต้น (๔) ลมในไส้ (โกฏฺสยวาโย) เช่น ลมที่ทำให้ท้องร้อง ท้องลั่น เป็นต้น (๕) ลมพัดไปตามร่างกาย ทำให้เคลื่อนไหวได้ พูดได้ (๖) ลมหายใจเข้า หายใจออก ข้อสังเกต : ธาตุทั้ง ๔ นี้ แม้จะเป็นสิ่งที่เกิดร่วมกัน อยู่ร่วมกัน จะแยกออกจากกันมิได้ แต่ธาตุเหล่านี้ก็มีส่วนที่เป็นคู่มิตร คู่ปฏิปักษ์กันอยู่ ที่เป็นคู่มิตรกันย่อมเข้ากันได้สนิทช่วยเสริมกันให้มีพลังมากขึ้น เช่น เตโชธาตุกับวาโยธาตุเป็นคู่มิตรกัน เข้ากันได้สนิท (มิสสกะ)จะเห็นได้ว่า ที่ใดมีไฟมาก ที่นั้นก็มีลมมาก และปฐวีธาตุกับวาโยธาตุเป็นคู่ปฏิปักษ์กัน จะเห็นได้ว่าที่ใดมีดินมาก ที่นั้นลมก็พัดผ่านได้น้อย เพราะธาตุที่เป็นคู่ปฏิปักษ์กันย่อมเข้ากันได้ไม่สนิท ให้ดูตารางแสดงธาตุที่เป็นคู่มิตร คู่ปฏิปักษ์กัน ดังนี้ ดังนั้น ธาตุทั้ง ๔ จึงเป็นคู่มิตรกัน ๒ คู่ และเป็นคู่ปฏิปักษ์กัน ๒ คู่ และธาตุที่ไม่เป็นปฏิปักษ์กันย่อมเป็นมิตรกันได้ ข. อุปาทายรูป ๒๔ : อุปาทายรูป แปลว่า รูปอาศัย คืออาศัยมหาภูตรูปเป็นแดนเกิดถ้าไม่มีมหาภูตรูปแล้ว รูปทั้ง ๒๔ นี้ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นตามลำพังได้ ดังนั้นจึงเรียกว่า อุปาทายรูปซึ่งมีอยู่ ๒๔ ชนิด แบ่งเป็น ๑๐ ประเภท คือ (๑) ปสาทรูป ๕ (๒) วิสยรูป ๔ (๕)
(๓) ภาวรูป ๒ (๑) (๔) หทยวัตถุ ๑ (๕) ชีวิตรูป ๑ (๖) อาหารรูป ๑ (๗) ปริจเฉทรูป ๑ (๘) วิญญัตติรูป ๒ (๙) วิการรูป ๓ (๑๐) ลักษณะรูป ๔ รวมเป็น ๒๔ ชนิด ปสาทรูป ๔ : ปสาทรูป แปลว่ารูปใส รูปผุดผ่อง จนสามารถเป็นสื่อในการรับอารมณ์ต่างๆ ได้ อันได้แก่ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ หรืออายตนะภายใน ๕ คือ (๑) จักขุปสาท ประสาทตา (๒) โสตปสาท ประสาทหู (๓) ฆานปสาท ประสาทจมูก (๔) ชิวหาปสาท ประสาทลิ้น (๕) กายปสาท ประสาทกาย ปสาทรูปทั้ง ๕ นี้เป็นรูปที่มีความสามารถในการสัมผัสกับอารมณ์ต่างๆ กล่าวคือ จักขุ-ปสาท สำหรับสัมผัสรูป (สี) โสตประสาท สำหรับสัมผัสเสียง ฆานปสาท สำหรับสัมผัสกลิ่นชิวหาปสาท สำหรับสัมผัสรส และกายปสาท สำหรับสัมผัสโผฏฐัพพะ วิสยรูป ๔ : วิสยรูป แปลว่า รูปที่เป็นอารมณ์ คือเป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิต มี ๔ อย่าง คือรูป (สี) สัททะ (เสียง) คันธะ (กลิ่น) รสะ (รส) อีกนัยหนึ่ง เพิ่ม โผฏฐัพพะ(สิ่งสัมผัส) เข้าเป็นลำดับที่ ๕. วิสยรูปนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โคจรรูป ซึ่งแปลว่ารูปที่เป็นอารมณ์เช่นเดียวกัน ที่ว่าเป็นอารมณ์นั้น หมายความว่าเป็นอารมณ์ของจิต โดยจิตจะรับอารมณ์เหล่านี้ทางประสาทสัมผัส เช่น เมื่อจักษุประสาทสัมผัสกับรูป (สี) จิตก็จะรับรูปเป็นอารมณ์ที่ผ่านมาทางจักษุประสาทนั้น ให้ดูตารางแสดงการสัมผัสระหว่างปสาทรูป ๕ กับวิสยรูป ๕ เป็นคู่ๆ ดังนี้
ข้อสังเกต วิสยรูปหรือโคจรรูปนั้น ว่าโดยสภาวะเฉพาะที่เป็นอุปาทายรูป มีเพียง ๔อย่าง โดยเว้นโผฏฐัพพะ เพราะโผฎฐัพพะได้แก่มหาภูตรูป ๓ (เว้นอาโปธาตุ เพราะอาโปธาตุนั้นสัมผัสทางกายประสาทไม่ได้) ซึ่งเป็นรูปประเภทมหาภูตรูป แต่มหาภูตรูปนั้นเป็นอารมณ์ของจิตได้โดยผ่านทางกายประสาท วิสยรูปจึงมี ๕ เท่ากับปสาทรูป ๕ เพราะเป็นของคู่กัน ภาวรูป ๒ : ภาวรูป แปลว่า รูปบอกความเป็นหญิง เป็นชาย มี ๒ ชนิด คือ อิตถีภาวะความเป็นหญิงหรือเพศหญิง ปุริสภาวะ ความเป็นชายหรือเพศชาย สิ่งที่เป็นเครื่องบอกเพศนั้นมี ๔ อย่าง คือ (๑) ลิงฺค อวัยวะเพศ ตลอดจนรูปร่างสัณฐาน มือ เท้า เป็นต้น ของหญิงก็เป็นอย่างหนึ่ง ของชายก็เป็นอย่างหนึ่ง มีลักษณะเฉพาะแต่ละเพศ (๒) นิมิตฺต เครื่องหมายเพศ เช่น เสียงพูด เสียงหัวเราะ การยิ้ม ตลอดจนเครื่องหมายเพศอื่นๆ เช่น ชายมีหนวด มีเครา หญิงไม่มี เป็นต้น (๓) กุตฺต กิริยาท่าทาง การเคลื่อนไหว หญิงก็นุ่มนวล อ่อนโยน เรียบร้อย ชายก็เข้มแข็ง ว่องไว อาจหาญ ขึงขัง เป็นต้น (๔) อากปฺป กิริยามารยาท การเดิน การนั่ง การนอน สำหรับหญิงก็อ่อนโยน แช่มช้อยสำหรับชายก็เข้มแข็ง องอาจ เป็นต้น หทยวัตถุ : หทยวัตถุ แปลว่า รูปอันเป็นที่อยู่อาศัยของจิต (มโนธาตุ และมโนวิญญาณ-ธาตุ) ซึ่งอยู่ภายในหัวใจ กล่าวคือในหัวใจจะมีแอ่งหรือห้องโตพอจุเมล็ดดอกบุนนาค และแอ่งนี้จะมีโลหิตเป็นน้ำเลี้ยงหัวใจขังอยู่ประมาณกึ่งซองมือหรือกึ่งฟายมือ จิตจะอาศัยโลหิตนั้นเป็นอยู่
ก็กลับแข็งตัว (เกาะกุม) หรือน้ำ เมื่อถูกความร้อนก็เดือดและละลายไหล เมื่อถูกความเย็นจัดก็เกาะกุมกันจับกันเป็นน้ำแข็ง ในอาการ ๓๒ ซึ่งเป็นส่วนประกอบในร่างกายของคนและสัตว์นั้น ส่วนที่มีอาโปธาตุมากมีอยู่ ๑๒ ส่วน คือ ดี เศลษม์ หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลายน้ำมูก ไขข้อ มูตร เตโชธาตุ เป็นธาตุที่มีลักษณะร้อนหรืออบอุ่น ทำให้เกิดพลัง เป็นธาตุที่ต้องอาศัยความสัมพันธ์กับธาตุอื่นๆ แต่มีคุณสมบัติเหนือธาตุอื่นๆ ตรงที่ว่า ถ้ามีอยู่พอประมาณ ก็จะทำให้คนและสัตว์มีอายุยืนได้ วัตถุใด อวัยวะใดมีเตโชธาตุมาก วัตถุนั้น อวัยวะนั้นก็จะมีความร้อนมาก ถ้ามีพอประมาณก็จะมีความร้อนพอประมาณ พออบอุ่น แต่ถ้ามีเตโชธาตุน้อยมากก็จะเกิดความเย็น เพราะตามหลักความจริงนั้นความเย็นไม่มี มีแต่ความร้อนเท่านั้น แต่เมื่อความร้อนลดลงมากจึงเห็นเป็นความเย็น ดังนั้น เตโชธาตุถ้ามีมากหรือมีพอประมาณ จึงเรียกว่าอุณฺหเตโช (ไฟร้อน) ถ้ามีน้อยมากจนเห็นเป็นเย็นจึงเรียกว่า สีตเตโช (ไฟเย็น-อุณหภูมิลดลงต่ำ) เตโชธาตุนั้นที่มีอยู่ทั่วไปในสรรพางค์กายของคนและสัตว์ โดยเฉพาะอุณหเตโช มี๔ ชนิด คือ (๑) ไฟทำให้ร่างกายอบอุ่นพอสบาย (อุสฺมเตโช) (๒) ไฟที่ช่วยย่อยอาหาร (ปาจกเตโช) (๓) ไฟที่ทำให้ร่างกายทรุดโทรม (ชีรณเตโช) (๔) ไฟที่ทำให้ร่างกายเร่าร้อน เป็นไข้ และกระวนกระวาย (สนฺตาปนเตโช-ฑาหนเตโช) วาโยธาตุ เป็นธาตุที่มีลักษณะเคร่งตึงและไหวหรือพัดผ่านไปมา เป็นธาตุที่มีความสำคัญมากแก่คนและสัตว์ เพราะเป็นธาตุที่ทำให้ไหวกาย ไหววาจา (พูด) ได้ และทำให้ชีวิตดำรงอยู่โดยเฉพาะลมหายใจเข้าออก ถ้าหมดลมประเภทนี้ก็ต้องขาดใจตาย วาโยธาตุที่มีอยู่ทั่วไปในสรรพางค์กายและคนและสัตว์นั้น มี ๖ ชนิด คือ (๑) ลมพัดขึ้นเบื้องบน (อุทฺธงฺคมวาโย) เช่น การเรอ การหาว การไอ การจาม เป็นต้น (๒) ลมพัดลงเบื้องต่ำ (อโธคมวาโย) เช่น การผายลม ลมเบ่ง เป็นต้น
(๓) ลมในท้อง (กุจฺฉิสยวาโย) เช่น ลมที่ทำให้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ทำให้ปวดท้องเสียดท้อง เป็นต้น (๔) ลมในไส้ (โกฏฺสยวาโย) เช่น ลมที่ทำให้ท้องร้อง ท้องลั่น เป็นต้น (๕) ลมพัดไปตามร่างกาย ทำให้เคลื่อนไหวได้ พูดได้ (๖) ลมหายใจเข้า หายใจออก ข้อสังเกต : ธาตุทั้ง ๔ นี้ แม้จะเป็นสิ่งที่เกิดร่วมกัน อยู่ร่วมกัน จะแยกออกจากกันมิได้ แต่ธาตุเหล่านี้ก็มีส่วนที่เป็นคู่มิตร คู่ปฏิปักษ์กันอยู่ ที่เป็นคู่มิตรกันย่อมเข้ากันได้สนิทช่วยเสริมกันให้มีพลังมากขึ้น เช่น เตโชธาตุกับวาโยธาตุเป็นคู่มิตรกัน เข้ากันได้สนิท (มิสสกะ)จะเห็นได้ว่า ที่ใดมีไฟมาก ที่นั้นก็มีลมมาก และปฐวีธาตุกับวาโยธาตุเป็นคู่ปฏิปักษ์กัน จะเห็นได้ว่าที่ใดมีดินมาก ที่นั้นลมก็พัดผ่านได้น้อย เพราะธาตุที่เป็นคู่ปฏิปักษ์กันย่อมเข้ากันได้ไม่สนิท ให้ดูตารางแสดงธาตุที่เป็นคู่มิตร คู่ปฏิปักษ์กัน ดังนี้ ดังนั้น ธาตุทั้ง ๔ จึงเป็นคู่มิตรกัน ๒ คู่ และเป็นคู่ปฏิปักษ์กัน ๒ คู่ และธาตุที่ไม่เป็นปฏิปักษ์กันย่อมเป็นมิตรกันได้ ข. อุปาทายรูป ๒๔ : อุปาทายรูป แปลว่า รูปอาศัย คืออาศัยมหาภูตรูปเป็นแดนเกิดถ้าไม่มีมหาภูตรูปแล้ว รูปทั้ง ๒๔ นี้ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นตามลำพังได้ ดังนั้นจึงเรียกว่า อุปาทายรูปซึ่งมีอยู่ ๒๔ ชนิด แบ่งเป็น ๑๐ ประเภท คือ (๑) ปสาทรูป ๕ (๒) วิสยรูป ๔ (๕)
(๓) ภาวรูป ๒ (๑) (๔) หทยวัตถุ ๑ (๕) ชีวิตรูป ๑ (๖) อาหารรูป ๑ (๗) ปริจเฉทรูป ๑ (๘) วิญญัตติรูป ๒ (๙) วิการรูป ๓ (๑๐) ลักษณะรูป ๔ รวมเป็น ๒๔ ชนิด ปสาทรูป ๔ : ปสาทรูป แปลว่ารูปใส รูปผุดผ่อง จนสามารถเป็นสื่อในการรับอารมณ์ต่างๆ ได้ อันได้แก่ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ หรืออายตนะภายใน ๕ คือ (๑) จักขุปสาท ประสาทตา (๒) โสตปสาท ประสาทหู (๓) ฆานปสาท ประสาทจมูก (๔) ชิวหาปสาท ประสาทลิ้น (๕) กายปสาท ประสาทกาย ปสาทรูปทั้ง ๕ นี้เป็นรูปที่มีความสามารถในการสัมผัสกับอารมณ์ต่างๆ กล่าวคือ จักขุ-ปสาท สำหรับสัมผัสรูป (สี) โสตประสาท สำหรับสัมผัสเสียง ฆานปสาท สำหรับสัมผัสกลิ่นชิวหาปสาท สำหรับสัมผัสรส และกายปสาท สำหรับสัมผัสโผฏฐัพพะ วิสยรูป ๔ : วิสยรูป แปลว่า รูปที่เป็นอารมณ์ คือเป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิต มี ๔ อย่าง คือรูป (สี) สัททะ (เสียง) คันธะ (กลิ่น) รสะ (รส) อีกนัยหนึ่ง เพิ่ม โผฏฐัพพะ(สิ่งสัมผัส) เข้าเป็นลำดับที่ ๕. วิสยรูปนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โคจรรูป ซึ่งแปลว่ารูปที่เป็นอารมณ์เช่นเดียวกัน ที่ว่าเป็นอารมณ์นั้น หมายความว่าเป็นอารมณ์ของจิต โดยจิตจะรับอารมณ์เหล่านี้ทางประสาทสัมผัส เช่น เมื่อจักษุประสาทสัมผัสกับรูป (สี) จิตก็จะรับรูปเป็นอารมณ์ที่ผ่านมาทางจักษุประสาทนั้น ให้ดูตารางแสดงการสัมผัสระหว่างปสาทรูป ๕ กับวิสยรูป ๕ เป็นคู่ๆ ดังนี้
ข้อสังเกต วิสยรูปหรือโคจรรูปนั้น ว่าโดยสภาวะเฉพาะที่เป็นอุปาทายรูป มีเพียง ๔อย่าง โดยเว้นโผฏฐัพพะ เพราะโผฎฐัพพะได้แก่มหาภูตรูป ๓ (เว้นอาโปธาตุ เพราะอาโปธาตุนั้นสัมผัสทางกายประสาทไม่ได้) ซึ่งเป็นรูปประเภทมหาภูตรูป แต่มหาภูตรูปนั้นเป็นอารมณ์ของจิตได้โดยผ่านทางกายประสาท วิสยรูปจึงมี ๕ เท่ากับปสาทรูป ๕ เพราะเป็นของคู่กัน ภาวรูป ๒ : ภาวรูป แปลว่า รูปบอกความเป็นหญิง เป็นชาย มี ๒ ชนิด คือ อิตถีภาวะความเป็นหญิงหรือเพศหญิง ปุริสภาวะ ความเป็นชายหรือเพศชาย สิ่งที่เป็นเครื่องบอกเพศนั้นมี ๔ อย่าง คือ (๑) ลิงฺค อวัยวะเพศ ตลอดจนรูปร่างสัณฐาน มือ เท้า เป็นต้น ของหญิงก็เป็นอย่างหนึ่ง ของชายก็เป็นอย่างหนึ่ง มีลักษณะเฉพาะแต่ละเพศ (๒) นิมิตฺต เครื่องหมายเพศ เช่น เสียงพูด เสียงหัวเราะ การยิ้ม ตลอดจนเครื่องหมายเพศอื่นๆ เช่น ชายมีหนวด มีเครา หญิงไม่มี เป็นต้น (๓) กุตฺต กิริยาท่าทาง การเคลื่อนไหว หญิงก็นุ่มนวล อ่อนโยน เรียบร้อย ชายก็เข้มแข็ง ว่องไว อาจหาญ ขึงขัง เป็นต้น (๔) อากปฺป กิริยามารยาท การเดิน การนั่ง การนอน สำหรับหญิงก็อ่อนโยน แช่มช้อยสำหรับชายก็เข้มแข็ง องอาจ เป็นต้น หทยวัตถุ : หทยวัตถุ แปลว่า รูปอันเป็นที่อยู่อาศัยของจิต (มโนธาตุ และมโนวิญญาณ-ธาตุ) ซึ่งอยู่ภายในหัวใจ กล่าวคือในหัวใจจะมีแอ่งหรือห้องโตพอจุเมล็ดดอกบุนนาค และแอ่งนี้จะมีโลหิตเป็นน้ำเลี้ยงหัวใจขังอยู่ประมาณกึ่งซองมือหรือกึ่งฟายมือ จิตจะอาศัยโลหิตนั้นเป็นอยู่
สังคหะ2
ต่อ...สังคหะ
เป็นอันเดียวกัน จิตนี้เป็นสิ่งที่มีจริง จึงเป็นปรมัตถธรรม คือเป็นของจริงจริงๆ และจิตนั้นเป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่าง มองเห็นไม่ได้ จับต้องไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ รูปร่างกายของเราที่เป็นอยู่ได้ เคลื่อนไหวได้ก็เพราะเรามีจิต ถ้าปราศจากจิตเมื่อใด ชีวิตก็แตกดับถึงแก่ความตาย สิ่งที่เกิดร่วมกับจิต ดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์และวัตถุ (คือที่อาศัยเกิด) ร่วมกับจิตเป็นสิ่งที่ประกอบอยู่กับจิตเท่านั้น เรียกว่า เจตสิก ได้แก่นามขันธ์ ๓ คือเวทขันธ์ ๓ สัญญา-ขันธ์ และสังขารขันธ์ ในเบญจขันธ์นั่นเอง กล่าวคือขันธ์ทั้ง ๓ นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจประกอบกับใจเท่านั้น เช่น เวทนาขันธ์อันได้แก่สุข ทุกข์ อุเบกขา โสมนัส และโทมนัสเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ ประกอบกับจิตเท่านั้น ถ้าไม่มีจิต เวทนาก็เกิดขึ้นไม่ได้ สัญญาและสังขารก็เช่นเดียวกัน ล้วนแต่เกิดขึ้นในจิต ประกอบกับจิตใจทั้งสิ้น สิ่งที่เป็นรูปร่างกาย เป็นรูปวัตถุ สามารถมองเห็นได้ สัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง ๕เรียกว่า รูป ได้แก่รูปขันธ์ในเบญจขันธ์นั่นเอง ดังนั้น ปรมัตถธรรม ๓ ข้อแรก จึงได้แก่เบญจขันธ์นั่นเอง กล่าวคือ จิต ได้แก่วิญญาณขันธ์ เจตสิก ได้แก่เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ รูป ได้แก่ รูปขันธ์ ส่วนนิพพาน เป็นขันธวิมุต คือเป็นสิ่งที่พ้นจากขันธ์ มิได้นับเนื่องอยู่ในขันธ์ จัดเป็นขันธ์ใดๆ ในเบญจขันธ์มิได้ ดังนั้น ปรมัตถสัจจะ จึงได้แก่ เบญจขัน์และนิพพาน หรือได้แก่ปรมัตถธรรม ๔ อย่าง คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน (นิพพาน เป็นเรื่องลึกซึ้งมากจะได้ศึกษาหลังจากที่ศึกษาปรมัตถธรรม ๓ ข้อแรกเข้าใจดีแล้ว) ให้ดูตารางแสดงการสงเคราะห์ปรมัตถธรรม ๓ ข้อแรกลงในเบญจขันธ์ (ส่วนนิพพานเป็นขันธวิมุต) ดังนี้
ประเภทแห่งรูปขันธ์ เบญจขันธ์ข้อแรก คือรูปขันธ์นั้น แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ ๒ ประเภท คือมหาภูตรูป และอุปาทายรูป ก. มหาภูตรูป ๔ : มหาภูตรูป แปลว่ารูปที่เป็นใหญ่ เป็นประธาน เป็นหลักสำคัญ(นับได้ว่าเป็นรูปประถมภูมิ) โดยเป็นที่อาศัยหรือเป็นบ่อเกิดของรูปทั้งปวง ได้แก่ธาตุ ๔ คือปฐวี (ธาตุดิน=ของแข็ง) อาโป (ธาตุน้ำ=ของเหลว) เตโช (ธาตุไฟ=พลังงาน) และวาโย (ธาตุลม=ก๊าซ) มหาภูตรูปหรือธาตุทั้ง ๔ นี้ เป็นสิ่งประกอบสำคัญที่ทำให้ชีวิตมีรูปร่างขึ้น เป็นเนื้อเป็นหนังขึ้น และธาตุทั้ง ๔ นี้เป็นสหชาตธรรม คือเป็นสิ่งที่เกิดพร้อมกัน อยู่ร่วมกัน และได้ชื่อว่าเป็นอวินิพโภครูป คือเป็นรูปที่แยกจากกันมิได้ เป็นธาตุที่แยกจากกันไม่ได้ ไม่ว่าจะปรากฏณ ที่ใด จะต้องมีครบทั้ง ๔ เสมอ แต่อาจจะมีธาตุใดธาตุหนึ่งยิ่งหรือหย่อนกว่ากันเท่านั้น ธาตุทั้ง ๔ นี้มีลักษณะแตกต่างกันในประการสำคัญ ดังนี้ ปฐวีธาตุ เป็นธาตุที่มีลักษณะแข็ง (เป็นของแข็ง) เมื่อนำไปเปรียบกับธาตุอื่น จะพบว่าธาตุนี้มีสภาพแข็งแรงกว่าอื่น วัตถุใด อวัยวะใด มีปฐวีธาตุมาก วัตถุนั้น อวัยวะนั้นก็มีความแข็งมาก ถ้ามีปฐวีธาตุน้อยก็แข็งน้อยหรืออ่อน เพราะความอ่อนก็คือความแข็งน้อย หรือความแข็งลดลงนั่นเอง ในอาการ ๓๒ ซึ่งเป็นส่วนประกอบในร่างกายคนและสัตว์นั้น ส่วนที่มีปฐวีธาตุมากมีอยู่ ๒๐ ส่วน คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจตัว พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง อาโปธาตุ เป็นธาตุที่มีลักษณะไหลหรือเกาะกุม (เป็นของเหลว) วัตถุใด อวัยวะใดมีอาโปธาตุพอประมาณ วัตถุนั้น อวัยวะนั้นก็มีการเกาะกุมดี มีความเหนียวแน่นมาก ถ้ามีอาโปธาตุมากไปหน่วยอก็มีการเกาะกุมไม่สู้ดี มีความเหนียวแน่นน้อยหน่อย ถ้ามีอาโปธาตุเป็นจำนวนมากแล้ว ก็จะมีความเกาะกุมน้อยลง จนเป็นของเหลวและไหลไปได้ เมื่ออาโปธาตุถูกความร้อน(เตโชธาติมาก) ก็จะทำให้เกิดการไหล เมื่ออาโปธาตุถูกความเย็น (เตโชธาตุลดลงมาก) ก็จะทำให้เกิดการเกาะกุม เช่น เหล็กหรือขี้ผึ้ง เมื่อถูกความร้อนก็ละลายไหลได้ เมื่อถูกความเย็น
เป็นอันเดียวกัน จิตนี้เป็นสิ่งที่มีจริง จึงเป็นปรมัตถธรรม คือเป็นของจริงจริงๆ และจิตนั้นเป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่าง มองเห็นไม่ได้ จับต้องไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ รูปร่างกายของเราที่เป็นอยู่ได้ เคลื่อนไหวได้ก็เพราะเรามีจิต ถ้าปราศจากจิตเมื่อใด ชีวิตก็แตกดับถึงแก่ความตาย สิ่งที่เกิดร่วมกับจิต ดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์และวัตถุ (คือที่อาศัยเกิด) ร่วมกับจิตเป็นสิ่งที่ประกอบอยู่กับจิตเท่านั้น เรียกว่า เจตสิก ได้แก่นามขันธ์ ๓ คือเวทขันธ์ ๓ สัญญา-ขันธ์ และสังขารขันธ์ ในเบญจขันธ์นั่นเอง กล่าวคือขันธ์ทั้ง ๓ นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจประกอบกับใจเท่านั้น เช่น เวทนาขันธ์อันได้แก่สุข ทุกข์ อุเบกขา โสมนัส และโทมนัสเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ ประกอบกับจิตเท่านั้น ถ้าไม่มีจิต เวทนาก็เกิดขึ้นไม่ได้ สัญญาและสังขารก็เช่นเดียวกัน ล้วนแต่เกิดขึ้นในจิต ประกอบกับจิตใจทั้งสิ้น สิ่งที่เป็นรูปร่างกาย เป็นรูปวัตถุ สามารถมองเห็นได้ สัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง ๕เรียกว่า รูป ได้แก่รูปขันธ์ในเบญจขันธ์นั่นเอง ดังนั้น ปรมัตถธรรม ๓ ข้อแรก จึงได้แก่เบญจขันธ์นั่นเอง กล่าวคือ จิต ได้แก่วิญญาณขันธ์ เจตสิก ได้แก่เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ รูป ได้แก่ รูปขันธ์ ส่วนนิพพาน เป็นขันธวิมุต คือเป็นสิ่งที่พ้นจากขันธ์ มิได้นับเนื่องอยู่ในขันธ์ จัดเป็นขันธ์ใดๆ ในเบญจขันธ์มิได้ ดังนั้น ปรมัตถสัจจะ จึงได้แก่ เบญจขัน์และนิพพาน หรือได้แก่ปรมัตถธรรม ๔ อย่าง คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน (นิพพาน เป็นเรื่องลึกซึ้งมากจะได้ศึกษาหลังจากที่ศึกษาปรมัตถธรรม ๓ ข้อแรกเข้าใจดีแล้ว) ให้ดูตารางแสดงการสงเคราะห์ปรมัตถธรรม ๓ ข้อแรกลงในเบญจขันธ์ (ส่วนนิพพานเป็นขันธวิมุต) ดังนี้
ประเภทแห่งรูปขันธ์ เบญจขันธ์ข้อแรก คือรูปขันธ์นั้น แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ ๒ ประเภท คือมหาภูตรูป และอุปาทายรูป ก. มหาภูตรูป ๔ : มหาภูตรูป แปลว่ารูปที่เป็นใหญ่ เป็นประธาน เป็นหลักสำคัญ(นับได้ว่าเป็นรูปประถมภูมิ) โดยเป็นที่อาศัยหรือเป็นบ่อเกิดของรูปทั้งปวง ได้แก่ธาตุ ๔ คือปฐวี (ธาตุดิน=ของแข็ง) อาโป (ธาตุน้ำ=ของเหลว) เตโช (ธาตุไฟ=พลังงาน) และวาโย (ธาตุลม=ก๊าซ) มหาภูตรูปหรือธาตุทั้ง ๔ นี้ เป็นสิ่งประกอบสำคัญที่ทำให้ชีวิตมีรูปร่างขึ้น เป็นเนื้อเป็นหนังขึ้น และธาตุทั้ง ๔ นี้เป็นสหชาตธรรม คือเป็นสิ่งที่เกิดพร้อมกัน อยู่ร่วมกัน และได้ชื่อว่าเป็นอวินิพโภครูป คือเป็นรูปที่แยกจากกันมิได้ เป็นธาตุที่แยกจากกันไม่ได้ ไม่ว่าจะปรากฏณ ที่ใด จะต้องมีครบทั้ง ๔ เสมอ แต่อาจจะมีธาตุใดธาตุหนึ่งยิ่งหรือหย่อนกว่ากันเท่านั้น ธาตุทั้ง ๔ นี้มีลักษณะแตกต่างกันในประการสำคัญ ดังนี้ ปฐวีธาตุ เป็นธาตุที่มีลักษณะแข็ง (เป็นของแข็ง) เมื่อนำไปเปรียบกับธาตุอื่น จะพบว่าธาตุนี้มีสภาพแข็งแรงกว่าอื่น วัตถุใด อวัยวะใด มีปฐวีธาตุมาก วัตถุนั้น อวัยวะนั้นก็มีความแข็งมาก ถ้ามีปฐวีธาตุน้อยก็แข็งน้อยหรืออ่อน เพราะความอ่อนก็คือความแข็งน้อย หรือความแข็งลดลงนั่นเอง ในอาการ ๓๒ ซึ่งเป็นส่วนประกอบในร่างกายคนและสัตว์นั้น ส่วนที่มีปฐวีธาตุมากมีอยู่ ๒๐ ส่วน คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจตัว พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง อาโปธาตุ เป็นธาตุที่มีลักษณะไหลหรือเกาะกุม (เป็นของเหลว) วัตถุใด อวัยวะใดมีอาโปธาตุพอประมาณ วัตถุนั้น อวัยวะนั้นก็มีการเกาะกุมดี มีความเหนียวแน่นมาก ถ้ามีอาโปธาตุมากไปหน่วยอก็มีการเกาะกุมไม่สู้ดี มีความเหนียวแน่นน้อยหน่อย ถ้ามีอาโปธาตุเป็นจำนวนมากแล้ว ก็จะมีความเกาะกุมน้อยลง จนเป็นของเหลวและไหลไปได้ เมื่ออาโปธาตุถูกความร้อน(เตโชธาติมาก) ก็จะทำให้เกิดการไหล เมื่ออาโปธาตุถูกความเย็น (เตโชธาตุลดลงมาก) ก็จะทำให้เกิดการเกาะกุม เช่น เหล็กหรือขี้ผึ้ง เมื่อถูกความร้อนก็ละลายไหลได้ เมื่อถูกความเย็น
สังคหะ
คำสอนในพระพูทธศาสนา ท่านแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ คำสอนระดับต้น ได้แก่ คำสอนที่ว่าด้วยศีล คำสอนระดับกลาง ได้แก่คำสอนที่ว่าด้วยสมาธิ และคำสอนระดับสูงได้แก่คำสอนที่ว่าด้วยปัญญา หรือปรัชญา
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)